วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

KKP เตือน ‘งบสุขภาพไทย’ จ่อวิกฤติ โตแซง ‘จีดีพี’ รัฐแบก 78% หวั่นเบียดลงทุนหด

KKP ชีเ้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยเติบโตเร็วกว่า GDP ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความยั่งยืนของงบประมาณประเทศ ภาครัฐเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในสัดส่วนที่สูงถึง 78% ท่ามกลางสังคมสูงวัยและต้นทุนการรักษาที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงที่จะไปจำกัดงบประมาณส่วนอื่น โดยเฉพาะงบลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

KKP เตือน ‘งบสุขภาพไทย’ จ่อวิกฤติ โตแซง ‘จีดีพี’ รัฐแบก 78% หวั่นเบียดลงทุนหด ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตเร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐยังเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของประเทศ ท่ามกลางโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้นและต้นทุนทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยี ทำให้โจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการดูแลประชาชนให้เข้าถึงการรักษา แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านความยั่งยืนของงบประมาณภาครัฐในระยะยาว

ธีระพล อุดมเวศย์”นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า หากดูค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและงบประมาณสาธารณสุขในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาของไทยเติบโตในระดับ 8-9% ต่อปี ขณะที่จีดีพีเติบโตเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายสุขภาพต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3% ในอดีตมาอยู่ที่ราว 4.5%

แม้สัดส่วนดังกล่าวยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีค่าใช้จ่ายสุขภาพต่อจีดีพีในระดับ 9-10% แต่โจทย์ของไทยอยู่ที่โครงสร้างการจัดหาเงินมารองรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวระดับปานกลาง

ขณะที่ภาครัฐรับภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพในสัดส่วนสูง จึงมองว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากระดับค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในขณะที่ข้อจำกัดด้านการคลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน
รัฐแบก 78% เสี่ยงชนข้อจำกัดงบประมาณ

ทั้งนี้ ปัจจุบันภาครัฐรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขประมาณ 78% ของทั้งประเทศ โดยรายจ่ายดังกล่าวครอบคลุมระบบสวัสดิการสุขภาพหลักของประเทศ ขณะเดียวกัน ภาระดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้น และต้นทุนการรักษาที่เพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีทางการแพทย์

โดย KKP ประเมินว่าข้อจำกัดด้านการคลังจะเห็นชัดขึ้นภายในปี 2030 ซึ่งหมายความว่า หากโครงสร้างรายจ่ายยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พื้นที่ในการบริหารงบประมาณของภาครัฐจะถูกจำกัดมากขึ้น

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะงบประมาณของรัฐมีภารกิจหลายด้าน ขณะที่งบลงทุนก็มีข้อกำหนดให้ต้องรักษาสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หากรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะสวัสดิการสุขภาพ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การบริหารงบประมาณส่วนอื่นย่อมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นตามไปด้วย

  • เสี่ยงเบียดงบลงทุนประเทศ

นอกจากนี้หากดูจากโครงสร้างงบประมาณภาครัฐประกอบด้วยรายจ่ายด้านสวัสดิการ เงินเดือนข้าราชการ และงบลงทุน โดยงบสวัสดิการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นขณะที่งบเงินเดือนค่อนข้างทรงตัว ส่วนงบลงทุนต้องจัดสรรไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรวม

ดังนั้น หากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพยังเติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง รายจ่ายด้านสวัสดิการจะมีขนาดเพิ่มขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อพื้นที่งบประมาณส่วนอื่น โดยเฉพาะงบลงทุน
เหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องจับตา เพราะงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลเป็นรายจ่ายที่มีความจำเป็น

ขณะที่งบลงทุนก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อทั้งสองด้านต้องการงบประมาณในเวลาเดียวกัน แต่พื้นที่ทางการคลังมีจำกัดมากขึ้น การจัดสรรงบประมาณจึงกลายเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อนขึ้น

  • เพิ่มบทบาทประกันสุขภาพ-เอกชน ลดแรงกดดันงบรัฐ

นายธีระพล กล่าวต่อว่า เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายมิติในข้างต้น การปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพากลไกของ “ภาคเอกชน”และระบบประกันสุขภาพมากขึ้นในระยะข้างหน้า

โดย KKP เสนอแนวทางออกจากกับดักเหล่านี้ คือต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและการปรับโครงสร้างการจัดสรรภาระค่าใช้จ่าย เพื่อให้ระบบสามารถรองรับแรงกดดันในอนาคตได้มากขึ้น

  • ดึงดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลช่วยลดรั่วไหล

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการปรับระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน ปัจจุบันกระบวนการเบิกจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หลายส่วนยังมีลักษณะ Manual ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านข้อมูลและการตรวจสอบ

ดังนั้นการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันจะช่วยให้สามารถตรวจสอบการเบิกจ่ายได้ดีขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และลดความเสี่ยงจากการเบิกจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับการให้บริการจริง แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาครัฐ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

อีกแนวทางคือการปรับระบบชดเชยค่ารักษาพยาบาล จากเดิมที่เน้นจำนวนครั้งของการรักษา หรือ Volume-based ไปสู่การจ่ายตามประสิทธิภาพ หรือ Efficiency-based หลักการคือสถานพยาบาลที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกลับมารักษาซ้ำบ่อยครั้ง ควรได้รับการชดเชยในระดับที่เหมาะสม

การปรับรูปแบบดังกล่าวจะเปลี่ยนแรงจูงใจของระบบ จากการให้ความสำคัญกับจำนวนการเข้ารับบริการ ไปสู่ประสิทธิภาพและผลของการรักษา
ลดต้นทุนจากการเจรจาราคายา
อีกแนวทางที่รายงานเสนอ คือการนำบทเรียนจากต่างประเทศมาใช้ในการเจรจาต่อรองราคายา โดยรวมพลังในการจัดซื้อและต่อรองราคากับบริษัทผู้ผลิต เป้าหมายคือการลดต้นทุนค่ายา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และช่วยให้เม็ดเงินงบประมาณสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Preventive Healthcare เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่ก่อนเกิดการเจ็บป่วย แนวทางดังกล่าวมุ่งลดจำนวนผู้ป่วยและลดการเข้ารับบริการในโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว

อีกข้อเสนอคือการจัดลำดับการเข้ารับบริการ โดยให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการในระดับผู้ป่วยนอก หรือ OPD และคลินิกชุมชนก่อน หากจำเป็นจึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือการรักษาแบบผู้ป่วยใน แนวทางนี้ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาในระดับที่เหมาะสมกับอาการ และลดการกระจุกตัวของผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

  • เปิดทางออก เพิ่มบทบาทประกันสุขภาพ

โดยหากย้อนดูอัตราการทำประกันสุขภาพเอกชนของไทยในปัจจุบัน พบว่าอยู่ที่ประมาณ 6.4% ของประชากร ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD อยู่ที่ 36%

ขณะเดียวกัน เบี้ยประกันสุขภาพเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปีในช่วงปี 2019-2025 สะท้อนการขยายตัวของตลาดประกันสุขภาพ
ดังนั้นหากมีการปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีหรือใช้มาตรการร่วมจ่าย หรือ Co-payment จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดประกันสุขภาพ แต่อาจทำให้ภาระประชาชนมากขึ้น

สุดท้ายแล้วมองว่า ไม่ว่าทางออกแบบใดทั้ง การเพิ่ม Co-payment การเพิ่มภาษี การเพิ่มเพดานหนี้ต่างๆ เพื่อดูแลค่ารักษาพยาบาลของคนไทยต่างๆ ล้วนเป็นโจทย์ยากสำหรับประเทศไทยที่ต้องพิจารณาให้รอบด้านถึงข้อดีข้อเสีย และสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการปรับระบบให้สามารถบริหารค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

  • 3 กองทุนหลักเผชิญแรงกดดัน

ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ทำให้แรงกดดันจากระบบสวัสดิการสุขภาพหลักของประเทศ ทั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีความน่าห่วงมากขึ้น โดยหากดูระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีงบจัดสรรเฉลี่ย 5,500-5,600 บาทต่อคนต่อปี

ขณะที่ระบบประกันสังคมมีงบเฉลี่ยประมาณ 6,000 กว่าบาทต่อคนต่อปี ส่วนสิทธิข้าราชการมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 20,000 บาทต่อคนต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างของต้นทุนและรูปแบบการใช้บริการในแต่ละระบบ ขณะที่ทั้งระบบกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสิทธิข้าราชการที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และมีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเกิดปัญหาการเบิกจ่ายเกินงบประมาณที่ตั้งไว้

ดังนั้นระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องปรับตัว และการปรับตัวนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพากลไกของภาคเอกชนและระบบประกันสุขภาพมากขึ้น

การปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพากลไกของภาคเอกชนและระบบประกันสุขภาพมากขึ้นในทศวรรษหน้า

ดังนั้น ความน่าห่วงของระบบสาธารณสุขไทยไม่ได้อยู่ที่การมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงที่ภาครัฐมีพื้นที่ทางการคลังจำกัดมากขึ้น หากไม่มีการปรับตัว ระบบจะต้องเผชิญโจทย์หนักขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งสังคมสูงวัย ต้นทุนการแพทย์ และข้อจำกัดของงบประมาณ

KKP จึงมองว่าระบบสาธารณสุขไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง โดยบทบาทของภาคเอกชนและระบบประกันสุขภาพจะเพิ่มขึ้นในทศวรรษหน้า