วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

แนสแด็กพุ่ง ปิดทำนิวไฮ แรงส่งจากหุ้น AI ราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์  

แนสแด็กพุ่ง 2% ปิดทำนิวไฮ หนุนโดยหุ้นกลุ่ม AI พร้อมทั้งแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบ และบอนด์ยีลด์สหรัฐที่ลดลง  ตะวันออกกลางยังตึงเครียด แต่ช่องทางการทูตเริ่มเปิด

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ (21 ก.ย.69) หลังหุ้นเทคโนโลยีตัวหลักขยับบวก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ชะลอตัว โดยวอลล์สตรีทพยายามฟื้นตัวจากสัปดาห์ก่อนที่ส่วนใหญ่ปิดลบ  

 

ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.49% ปิดที่ 7,764.70 จุด ขณะที่แนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite พุ่ง 2.26% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 27,122.09 จุด ซึ่งเป็นการทำนิวไฮครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average บวก 366.19 จุด หรือ 0.71% ปิดที่ 52,048.83 จุด  

 

ตลาดในวงกว้างได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) หุ้น Intel พุ่ง 12% ขณะที่ Advanced Micro Devices (AMD) บวกอีกราว 10% จนมูลค่าตลาดแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หุ้นอื่นๆ เช่น Qualcomm ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% เช่นกัน  

สัปดาห์ที่แล้ว ดาวโจนส์ร่วง 1.7% ซึ่งเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่ตกต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม S&P 500 ติดลบราว 0.1% โดยมีเพียงแนสแด็กซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีที่ปิดบวก 0.7%  

 

แรงหนุนในวันจันทร์ ยังมาจากราคาน้ำมันดิบสหรัฐที่ร่วงลง 4.5% สู่ 95.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงนานาชาติปรับลง 3.4% ปิดที่ 100.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  

 

การเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้งช่วงสุดสัปดาห์ กลุ่มฮูตีที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่านระบุว่า ได้โจมตีซาอุดีอาระเบียด้วยขีปนาวุธ และโดรนเมื่อวันเสาร์ ต่อมาในวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนให้ชาวอเมริกันทบทวนการเดินทางไปตะวันออกกลาง หลังทั้งสหรัฐ และอิหร่านต่างขู่จะโจมตีอีกฝ่าย  

 

อย่างไรก็ตาม ช่องทางการทูตระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ยังคงมีความเป็นไปได้ในระยะสั้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ฟอกซ์ นิวส์ ว่าเขาอาจจะเปิดกว้างต่อการพบกับประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเกียน ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) สัปดาห์นี้  

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับลดลงควบคู่กับราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ลดลงมากกว่า 4 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 4.951% ขณะที่ยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปีก็ลดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน สู่ 5.284%  

 

ในขณะที่สหรัฐยังดิ้นรนควบคุมเงินเฟ้อที่ “เหนียวแน่น” และยีลด์พันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นครั้งแรกในรอบสามปี  

 

“ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (higher-for-longer) ทำให้ข้อโต้แย้งเรื่องการต้องเข้มงวดนโยบายการเงินต่อไปมีน้ำหนักมากขึ้น” เอ็ด ยาร์เดนี ประธานบริษัทวิจัย Yardeni Research เขียนในบันทึกวันจันทร์ เขายังชี้ด้วยว่าความเสี่ยงด้านอุปทาน “ยังไม่หายไปไหน” โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง “ยังคงคุกคามการผลิต และการขนส่งน้ำมัน ขณะที่การโจมตีโรงกลั่นรัสเซียโดยยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียยิ่งทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง”  

 

“ยิ่งช็อกด้านพลังงานครั้งนี้ยืดเยื้อนานเท่าใด ความเสี่ยงของผลกระทบเงินเฟ้อรอบสอง (second‑round effects) ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น” เขากล่าวต่อ  

 

ปัจจัยดังกล่าวอาจยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับการประชุมสุดยอดสำคัญระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีวาระหารือครอบคลุมตั้งแต่ AI ภาษีศุลกากร ไปจนถึงแร่สำคัญ (critical minerals) และประเด็นเศรษฐกิจอื่นๆ โดยก่อนหน้าการพบปะครั้งนี้ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สกอตต์ เบสเซนต์ ได้เข้าพบ เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนแล้ว  

 

“ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นก็คือ ปัจจัยเดียวกับที่ทำให้เฟดยังคงท่าทีแบบเหยี่ยว และกดดันโรงกลั่นน้ำมันจีน” เจฟฟรีย์ โรช หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ LPL Financial เขียน โดยระบุว่าคณะกรรมการภายใต้การนำของประธานเฟด เควิน วอร์ช “ตั้งสมมติฐานแนวโน้มเงินเฟ้อบนฐานว่าตลาดน้ำมันจะสงบลง ขณะที่สมการด้านการคลังของปักกิ่งก็ผูกอยู่กับตัวแปรเดียวกันนี้เช่นกัน”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์