ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 20.61 จุด แตะ 1,583.34 จุด รับแรงซื้อคืนหลังคลายกังวลดอกเบี้ยเฟด โบรกฯ ชูแบงก์-อิเล็กทรอนิกส์เด่น ลุ้นดัชนีฟื้นสู่ 1,600 จุด จับตาน้ำมันดิบและ Bond Yield พร้อมแนะเทรดอย่างระมัดระวัง
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 20.61 จุด (1.32%) ที่ระดับ 1,583.34 จุด โดยมีแรงซื้อกลับเข้ามาหลังจากราคาหุ้นปรับตัวลงสะท้อนข่าวทิศทางดอกเบี้ยเฟดไปแล้ว
- โบรกเกอร์แนะนำลงทุนในกลุ่มเด่นคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (เช่น KTB, BBL) ที่ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ย และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น DELTA) ที่มีปัจจัยพื้นฐานน่าสนใจ
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือทิศทางราคาน้ำมันดิบและ Bond Yield ซึ่งหากปรับตัวลดลงจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวสู่ระดับ 1,600 จุดได้ แต่ยังคงมีความผันผวน และแนะนำให้ใช้กลยุทธ์การซื้อขายอย่างระมัดระวัง
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (17 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,583.34 จุด บวก 20.61 จุด หรือ 1.32% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,585.08 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,571.37 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 62,452.42 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 240.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ 3.00% มูลค่าการซื้อขาย 8,948.86 ล้านบาท
2. PTTEP ราคาปิด 151.00 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ 1.63% มูลค่าการซื้อขาย 3,436.57 ล้านบาท
3. KTB ราคาปิด 45.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.12% มูลค่าการซื้อขาย 2,627.58 ล้านบาท
4. PTT ราคาปิด 42.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.60% มูลค่าการซื้อขาย 2,583.09 ล้านบาท
5. BBL ราคาปิด 193.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.52% มูลค่าการซื้อขาย 2,131.06 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีแรงซื้อกลับเข้ามาหลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงเพื่อสะท้อนข่าวเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดไปพอสมควรแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังควรใช้กลยุทธ์การซื้อขาย (Trading) อย่างระมัดระวัง เนื่องจากประมาณการอัตราดอกเบี้ยของเฟด (Dot Plot) ยังคงสะท้อนความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี
ทั้งนี้ ประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนในบริเวณช่วงปลาย 1,500 จุด ถึงระดับ 1,600 จุดได้ แต่ระหว่างทางยังมีโอกาสเผชิญกับความผันผวนและการเคลื่อนไหวที่ขรุขระ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ KTB และ BBL
ขณะที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะ DELTA หากราคาหุ้นปรับตัวลงมาอยู่บริเวณ 230 บาท อาจพิจารณาเป็นจังหวะเข้าซื้อเพิ่มอีก 1 ไม้ หรือรอประเมินสถานการณ์ในวันถัดไปก่อนตัดสินใจลงทุน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในหุ้นที่มีความเสี่ยงเข้าสู่เกณฑ์ Cash Balance โดยเฉพาะ HANA ซึ่งถูกประเมินว่ามีโอกาสสูงที่จะเข้าข่ายดังกล่าว
นอจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทิศทาง ราคาน้ำมันดิบและ Bond Yield หลังจากก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Bond Yield ทะลุระดับ 5% มาแล้วระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบสามารถปรับตัวลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Bond Yield ลดลงต่ำกว่า 5% จะเป็นปัจจัยที่ตลาดหุ้นสามารถตอบรับในเชิงบวก เนื่องจากนักลงทุนอาจเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดอาจไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ในกรณีดังกล่าว กลุ่มหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและทิศทาง Bond Yield ที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มสายการบิน กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มไฟแนนซ์ โดยมีหุ้นที่น่าสนใจ เช่น การบินไทย, GULF และ TIDLOR
ส่วนในทางกลับกัน หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าจนสามารถยุติความขัดแย้งได้จริง ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงอาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT ให้ปรับตัวลงตามทิศทางราคาน้ำมัน
ดังนั้น ระยะถัดไปนักลงทุนควรติดตามทั้ง ทิศทางราคาน้ำมันดิบ Bond Yield และสัญญาณนโยบายการเงินของเฟด อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยและระดับความผันผวนของการลงทุนในระยะต่อไป





