นักวิเคราะห์เปิด 3 ฉากทัศน์รับมือ Fed ขึ้นดอกเบี้ย ชี้หากเดินหน้าขึ้นต่อเนื่อง SET เสี่ยงปรับฐานแรง เฉลี่ย 7.7% ในเดือนแรก และ 12.5% ใน 3 เดือน แนะนักลงทุนลดความเสี่ยง ถือเงินสด รอจังหวะ ก่อนเข้าหุ้นธนาคาร ประกัน และส่งออก
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะเป็นปัจจัยลบต่อ SET ทำให้เงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า แต่ได้แบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ฉากทัศน์เพื่อวางกลยุทธ์รับมือ
- ฉากทัศน์ที่ 1 (ดีที่สุด): Fed คงดอกเบี้ย จะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย อาจเกิด Relief Rally กลยุทธ์สำหรับผู้รับความเสี่ยงสูงคือเก็งกำไรในหุ้นที่เคยถูกกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้น
- ฉากทัศน์ที่ 2 (กลาง): Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แต่ส่งสัญญาณไม่ขึ้นต่อ ตลาดอาจปรับลงระยะสั้น กลยุทธ์คือใช้จังหวะย่อตัวเข้าซื้อ (Buy on Dip) หุ้นพื้นฐานดีกลุ่ม Domestic และ High Dividend
- ฉากทัศน์ที่ 3 (เสี่ยงที่สุด): Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และส่งสัญญาณขึ้นต่อเนื่อง จะกดดันให้ SET เผชิญแรงขายรุนแรง กลยุทธ์คือลดพอร์ตถือเงินสด รอ 3-6 เดือน แล้วค่อยพิจารณาลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เช่น ธนาคาร ประกัน และส่งออก
- สถิติในอดีตชี้ว่าหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง SET มีโอกาสปรับลงเฉลี่ย 7.7% ในเดือนแรก และอาจติดลบถึง 12.5% ในช่วง 3 เดือน
- กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนความเสี่ยงต่ำคือเน้นลงทุนในหุ้นเชิงรับ เช่น กลุ่ม Domestic Play ที่มีรายได้ในประเทศ (CPALL, CPN) และกลุ่มปันผลสูง (BBL, KTB, HMPRO) เพื่อลดความผันผวน
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้จับตาผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) วันที่ 15-16 ก.ย. หลังตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินหลังจากนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อ Fund Flow ค่าเงินบาท และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ด้านนักวิเคราะห์ แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์ตามระดับความเสี่ยง พร้อมประเมิน 3 ฉากทัศน์ตั้งแต่คงดอกเบี้ย ไปจนถึงขึ้นต่อเนื่อง
ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเผชิญความผันผวนจากการประชุม Fed แม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ส.ค. จะออกมาตามคาด แต่ตลาดให้น้ำหนักเกือบ 90% ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
โดยหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยมีโอกาสเห็นดอลลาร์แข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ทรงตัวในระดับสูง และเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดวันที่ 11 ก.ย. พบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทรงตัวจากเดือน ก.ค. และเป็นไปตามตลาดคาด ขณะที่ Core CPI เพิ่มขึ้น 2.4% ชะลอลงจาก 2.5% ในเดือน ก.ค. อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นมาอยู่บริเวณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค. ที่ดีกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมครั้งนี้ รวมถึงโอกาสปรับขึ้นอีกครั้งภายในสิ้นปี
อย่างไรก็ตาม ยังคงประเมินกรณีฐานว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% เนื่องจาก Core CPI ชะลอตัวลง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกระจุกตัวอยู่ในหมวดพลังงานและบริการ แต่ความเสี่ยงที่ Fed จะกลับมาใช้นโยบายการเงินตึงตัวมีมากขึ้น จึงประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเป็น 3 ฉากทัศน์
กรณีแรก Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% และไม่ขึ้นดอกเบี้ยทั้งปีนี้และปีหน้า จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด หรือเกิด Relief Rally เนื่องจากความกังวลด้านต้นทุนทางการเงินลดลง และบรรยากาศการลงทุนกลับเข้าสู่โหมด Risk-on ส่งผลให้เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงและตลาดเกิดใหม่
กรณีที่สอง Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แต่ส่งสัญญาณไม่ขึ้นต่อ หรือ Dovish Hike ตลาดอาจตอบรับเชิงลบในช่วงแรกจากแรงขายและความตกใจ แต่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว หากนักลงทุนมองว่าดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดแล้ว ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านมูลค่าหุ้นและเปิดทางให้ตลาดเข้าสู่ช่วงสร้างฐานเพื่อรอการฟื้นตัว
กรณีที่สาม Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นต่อในปีหน้า หรือ Hawkish Hike จะเป็นฉากทัศน์ที่มีความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด โดย SET มีโอกาสเผชิญแรงขายรุนแรงจากภาวะ Risk-off และความกังวลด้านสภาพคล่อง ขณะที่ Fund Flow มีโอกาสไหลออกตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและเงินบาทที่อ่อนค่า กดดันทั้ง Valuation และประมาณการกำไรของตลาด
สำหรับสถิติในอดีต การเริ่มต้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed มักสร้างความผันผวนในระยะสั้น โดยวันที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.5% ก่อนเผชิญแรงขาย ทั้งนี้ ความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับความเร็วและรูปแบบการขึ้นดอกเบี้ย
หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยแล้วเว้นช่วงเพื่อประเมินสถานการณ์ SET จะได้รับผลกระทบจำกัด โดยปรับลดลงเฉลี่ย 0.3% ในเดือนแรก ก่อนฟื้นตัวเฉลี่ย 3.7% ในช่วง 3 เดือน และ 6.1% ในช่วง 6 เดือน ขณะที่หาก Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ SET มีโอกาสปรับตัวลงเฉลี่ย 7.7% ในเดือนแรก และลดลง 12.5% ในช่วง 3 เดือน ก่อนให้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย 10.6% ในช่วง 6 เดือน
สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีโอกาส Underperform SET ได้แก่ กลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงินโลก เช่น การเงิน อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนการถือครองของต่างชาติสูง ขณะที่กลุ่มที่มีโอกาส Outperform ได้แก่ การแพทย์ สื่อสาร และพาณิชย์ที่มีอำนาจต่อรองด้านราคา รวมถึงเกษตร โรงแรม และส่งออกที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า และกลุ่มประกันที่ได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ขาขึ้น
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตตามระดับความเสี่ยง โดย นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรเน้นการลงทุนเชิงรับในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play ซึ่งอิงรายได้ในประเทศและมีอำนาจต่อรองด้านราคา เช่น CPALL, CPN, CRC และกลุ่มการแพทย์ เช่น BDMS, BCH, PR9, CHG
ขณะที่ High Dividend Play ควรเน้นหุ้นที่คาดว่าจะให้เงินปันผลสม่ำเสมอมากกว่า 5% ต่อปี เพื่อสร้างกระแสเงินสดและช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ได้แก่ BBL, KTB, HMPRO, AP, SCCC, PTT, FTREIT และ LHSC
ส่วน นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถใช้กลยุทธ์ Tactical Call ตามผลประชุม Fed หาก Fed คงดอกเบี้ย แนะนำเข้าสู่โหมด Risk-on โดยเก็งกำไรหุ้นที่เคยถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูง เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR, AP, SIRI, DELTA, HANA และ KCE
อย่างไรก็ตาม หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวและส่งสัญญาณไม่ขึ้นต่อ แนะนำใช้จังหวะที่ตลาดปรับตัวลงจากแรงตกใจเข้าซื้อแบบ Buy on Dip ในหุ้น Domestic และ High Dividend ที่มีพื้นฐานดีและราคาปรับฐานจนมี Valuation น่าสนใจ
แต่ทว่าหาก Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง แนะนำใช้จังหวะตลาดฟื้นตัวในช่วงแรกเพื่อลดพอร์ตและเพิ่มการถือเงินสด รอให้ตลาดซึมซับผลกระทบประมาณ 3-6 เดือน หรือจนกว่าการปรับฐานจะสิ้นสุด ก่อนพิจารณาเข้าลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงและเงินบาทอ่อนค่า เช่น BBL, KBANK, KTB กลุ่มประกันชีวิต TLI, BLA และกลุ่มส่งออก TU, ITC





