โบรกชี้หุ้นไทยผันผวนต่อ หลังดัชนีหลุด 1,600 จุด จากแรงขายต่างชาติ 2 วันรวม 5 พันล้านบาท กังวลความไม่แน่นอนการเมืองในประเทศ ขณะที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง 26 สว.ในคดีฮั้วเลือก สว. พร้อมจับตาผลประชุมเฟด 16 ก.ย. กดดันตลาดระยะสั้น
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยวันที่ 14 ก.ย. 2569 ปิดที่ 1,591.07 จุด ลดลง 13.45 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,600 จุด
- ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดคือความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ซึ่งทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกันเป็นวันที่ 2 รวมมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
- ความกังวลทางการเมืองส่วนหนึ่งมาจากกรณีที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง สว. ชุดปัจจุบัน 26 ราย ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. ปี 2567
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (14 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,591.07 จุด ลบ 13.45 จุด หรือ 0.84% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,604.24 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,589.02 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 61,899.04 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 252.00 บาท ลดลง 12.00 บาท หรือ 4.55% มูลค่าการซื้อขาย 4,992.49 ล้านบาท
2. KBANK ราคาปิด 251.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ 2.87% มูลค่าการซื้อขาย 4,605.87 ล้านบาท
3. KTB ราคาปิด 44.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.14% มูลค่าการซื้อขาย 3,343.72 ล้านบาท
4. SCB ราคาปิด 150.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.35% มูลค่าการซื้อขาย 3,006.29 ล้านบาท
5. PTT ราคาปิด 42.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,936.92 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลดลง โดยดัชนีหลุดระดับสำคัญที่ 1,600 จุด ช่วงเช้าปรับตัวลดลงประมาณ 13 จุด ก่อนมีแรงขายทยอยออกมาต่อเนื่องและกดดัชนีให้อ่อนตัวลงในช่วงบ่าย
ทั้งนี้ปัจจัยหลักมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ซึ่งทำให้ตลาดยังขาดความเชื่อมั่น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกันเป็นวันที่ 2 รวมมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นบางกลุ่มที่ช่วยพยุงตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันนี้ และนับจากต้นเดือนปรับขึ้นจาก 2.17% มาอยู่ที่ 2.37% หรือเพิ่มขึ้น 20 bps แม้ธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก็ตาม
นอกจากนี้ การปรับขึ้นของ Bond Yield ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม High Yield ได้รับความสนใจและช่วยลดแรงกดดันต่อตลาด โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร อาทิ KBANK เพิ่มขึ้น 2.87% SCB เพิ่มขึ้น 1.35% และ KTB เพิ่มขึ้น 1.14% ขณะที่กลุ่มประกันภัย BLA เพิ่มขึ้น 3.32% และ TLI เพิ่มขึ้น 1.77%
ส่วนหุ้นที่กดดันตลาด ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ซึ่งเคลื่อนไหวผันผวนตามตลาดหุ้นโลก หลังสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ยื่นเรื่องขอให้มีการควบคุมการพัฒนาและใช้งาน AI มากขึ้น ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญแรงขาย โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงมากกว่า 3%
สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้น DELTA ปรับตัวลดลงมากกว่า 4.55% ขณะที่หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมเป็นแรงกดดันต่อดัชนี นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานที่มีลักษณะเป็น Anti-Commodity ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดย GPSC ลดลง 2.01% และ GULF ลดลง 1.62%
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ย.2569) คาดว่ายังมีความผันผวนสูง โดยต้องติดตามทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศและปัจจัยต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลการพิจารณาของ กกต. รวมถึงความเสี่ยงจากประเด็นการชุมนุมหรือม็อบ หากกลับมาจุดติดขึ้นอีกครั้ง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 16 ก.ย. 2569 โดยปัจจุบันตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไว้สูงถึง 86% หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง อาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) หรือธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนและกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก
ด้าน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.มีมติสั่งฟ้องบางส่วนในคดีทุจริตการเลือก สว. ปี 2567 โดยมี สว.ชุดปัจจุบัน 26 ราย รวมอยู่ในกลุ่มผู้ถูกสั่งฟ้อง จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแนะนำตัวและการให้หรือเรียกรับผลประโยชน์ ขณะที่ข้อกล่าวหานักการเมืองช่วยเหลือผู้สมัคร กกต.มีมติไม่สั่งฟ้อง
คดีดังกล่าวมีผู้ถูกร้องในสำนวนทั้งหมด 427 คน โดยกรณีแนะนำตัวไม่เป็นไปตามเงื่อนไข มีคำสั่งฟ้อง 42 ราย ประกอบด้วย สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 1 คน และบุคคลอื่น 15 คน
ส่วนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ การรับว่าจะจัดเลี้ยง และการเรียกรับผลประโยชน์ กกต.มีมติสั่งฟ้องรวม 77 ราย แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย
ขณะที่ข้อกล่าวหานักการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคช่วยเหลือผู้สมัคร และกรณีผู้สมัครยินยอมให้นักการเมืองช่วยเหลือ รวม 161 ราย กกต.มีมติไม่สั่งฟ้อง
คดีนี้มีสำนวนกว่า 70,000 หน้า และใช้เวลาพิจารณานานกว่า 2 ปี นับตั้งแต่การเลือก สว.ระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. 2567 จากข้อกล่าวหาการรวมกลุ่ม บล็อกโหวต และจัดทำ “โพย” เพื่อล็อกผลคะแนน ก่อนขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงทางการเมือง
ก่อนหน้านี้มีการชี้มูลผู้ต้องสงสัย 229 คน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน และนักการเมือง 91 คน โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนผู้ถูกชี้มูล ขณะที่ผู้ถูกร้องในสำนวนทั้งหมดอยู่ที่ 427 คน





