วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

‘3กูรู’ ส่องเข็มทิศจัดพอร์ตลงทุน สู้ลมแรงยุค‘เอไอ’ ทางรอดสินทรัพย์ไทย

3 กูรูมองเทรนด์ AI เป็นการลงทุนระยะยาวที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและไม่ใช่ภาวะฟองสบู่ แนะจัดพอร์ตผสมผสานระหว่างหุ้นเทคโนโลยีโลก หุ้นปันผลไทย ตราสารหนี้ และทองคำ

KEY POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายุค AI เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ยังไม่เป็นฟองสบู่ และจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในระยะยาว
  • แนะกลยุทธ์จัดพอร์ตโดยกระจายความเสี่ยงในหุ้น 50% (เน้นเทคโนโลยีโลกและหุ้นปันผลไทย) ตราสารหนี้ 40% และทองคำ 10%
  • ตลาดหุ้นไทยถูกมองว่ามีราคาถูกและมีแนวโน้มได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) โดยกลุ่มที่น่าสนใจคือ สื่อสารโทรคมนาคม ไฟฟ้า และธนาคาร
  • ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงและเป็นหลุมหลบภัยสำหรับนักลงทุน โดยผลตอบแทนเริ่มมีทิศทางไม่ผันผวนตามตลาดสหรัฐฯ

ในยุคที่เทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของโลกอนาคตเท่านั้น แต่กลายเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจโลก” คำถามสำคัญของผู้บริโภคและนักลงทุนคือ “เราอยู่จุดไหนของวงจรนี้ และควรปรับทิศทางพอร์ตการลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหวอย่างไร ?”

งานสัมมนา Investment Forum 2026: “Investment in the Storm-ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว” จัดโดย FETCO x ThaiBMA ช่วงเสวนา “การลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว (หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม) ล่าสุด ได้ “3 ผู้เชี่ยวชาญ” ระดับแนวหน้าของเมืองไทยร่วมแชร์มุมมองด้านกลยุทธ์และโอกาสที่น่าสนใจไว้อย่างรอบด้าน

เพิ่งเริ่มต้นเกม ยังไกลจากคำว่า “ฟองสบู่”

“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา ให้มุมมองว่า เปรียบเทียบภาพรวมของ AI ในปัจจุบันอย่างน่าสนใจว่า “หาก AI เปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งตอนนี้เราเพิ่งเดินหน้าไปได้เพียง 15-20 นาทีแรกของครึ่งแรกเท่านั้น”

โดยปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในเฟสของ “การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน” กลุ่ม Hyperscaler ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Alphabet, Microsoft และ Meta เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนรวมกันสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีหน้า

‘3กูรู’ ส่องเข็มทิศจัดพอร์ตลงทุน สู้ลมแรงยุค‘เอไอ’ ทางรอดสินทรัพย์ไทย

สิ่งนี้ล้วนกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การเปลี่ยน “ชิป” ประมวลผลจาก CPU ไปสู่ GPU รวมถึงความต้องการหน่วยความจำแถบความถี่สูงอย่าง HBM (High Bandwidth Memory) ที่ครองตลาดโดย SK Hynix, Samsung และ Micron

ส่วนข้อกังวลเรื่อง “ฟองสบู่ AI” นั้น มองว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปในปัจจุบันเพิ่งตอบสนองความต้องการของตลาดได้เพียง 20-30% เท่านั้น AI จึงไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่กำลังวิวัฒนาการไปสู่ Internet 2.0 ที่จะแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

นอกจากกลุ่ม Tech แล้ว AI ยังส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะการย่อระยะเวลาคิดค้นยาใหม่จากเดิม 4 ปี ให้เหลือเพียง 18 เดือน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือช่วงปี 2569-2571 ซึ่งจะเกิดภาวะ Patent Cliff หรือช่วงสิทธิบัตรยาหมดอายุ บริษัทใหญ่จึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน AI หรือควบรวมกิจการไบโอเทคเพื่อรักษาระดับกำไร

“ถ้าเปรียบเกม AI เป็นฟุตบอล ตอนนี้เราเพิ่งเตะกันไปแค่ 15-20 นาทีของครึ่งแรกเท่านั้น AI ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่กำลังวิวัฒนาการไปสู่ Internet 2.0 ที่จะแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของชีวิตประจำวัน”

ทางด้านกลยุทธ์การจัดพอร์ต แนะนำสัดส่วน หุ้น 50% (เน้น Global Tech และหุ้นปันผลไทย SET HD), ตราสารหนี้ 40% (ชอบทั้งไทยและต่างประเทศเพื่อบาลานซ์ความเสี่ยง) และ ทองคำ 10% (ตั้งเป้าหมายปลายปีไว้ที่ 4,500-4,800 ดอลลาร์)

‘3กูรู’ ส่องเข็มทิศจัดพอร์ตลงทุน สู้ลมแรงยุค‘เอไอ’ ทางรอดสินทรัพย์ไทย

เจาะลึกบอนด์ไทย เสาหลัก 18 ล้านล้าน

เมื่อหันมามองตลาดการเงินฝั่งไทย “อริยา ติรณะประกิจ” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เสาหลักทางการเงินของประเทศ ด้วยมูลค่าสูงถึง 18 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาล 10 ล้านล้านบาท และหุ้นกู้เอกชน 4.5 ล้านล้านบาท

โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) อายุ 10 ปีของไทยเริ่มทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 2.08% และเริ่มมีทิศทางฉีกออกจาก Bond Yield ของสหรัฐ (Correlation ต่ำลง) เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับประเด็นความเสี่ยงเรื่อง “การผิดนัดชำระหนี้” (Default) และ “การยืดหนี้” (Restructure) “อริยา” ให้มุมมองว่า กระจายตัวอยู่ในกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง พลังงาน และท่องเที่ยว ซึ่งในกลุ่มอสังหาฯ แม้ยอดขายจะชะลอตัวลง แต่บริษัทยังคงมีสินทรัพย์ที่จับต้องได้ทยอยนำมาชำระคืน

ขณะเดียวกัน บริษัทเอกชน Top 10 ในกลุ่มพลังงานและอสังหาฯ ภาพรวมยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยสูงกว่า 3 เท่า

สำหรับนักลงทุนแนะนำว่า แม้พันธบัตรออมทรัพย์จะได้รับความนิยมสูงจนขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่นักลงทุนต้องระวัง ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk) หากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต รวมถึงสภาพคล่องที่น้อยกว่าตลาดหุ้น โดยแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “MeBond” ในการบริหารจัดการและติดตามพอร์ตหุ้นกู้ของตนเอง

‘3กูรู’ ส่องเข็มทิศจัดพอร์ตลงทุน สู้ลมแรงยุค‘เอไอ’ ทางรอดสินทรัพย์ไทย

“หุ้นไทย” จ่อรับเม็ดเงิน FDI ใหม่พร้อมหนุน

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ที่ฉายภาพบวกให้ตลาดหุ้นไทย ว่า ยอดขอสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในครึ่งปีแรกที่พุ่งสูงเท่ากับทั้งปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันว่า ยอดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กำลังไหลเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทย

ในแง่ราคา หุ้นไทยถือว่าถูกมาก “หากเราตัดหุ้น DELTA ออกไป P/E ของตลาดจะเหลือเพียง 12-13 เท่า เท่านั้น และมีบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) กว่า 61% ที่เทรดต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value)” ซึ่งได้อานิสงส์จากเสถียรภาพการเมือง รวมถึงโครงการ Governance Plus และกองทุน Thai ESG ที่จะเข้ามาหนุน

สำหรับ กลุ่มน่าจับตาสื่อสารโทรคมนาคม รับอานิสงส์ Data Center และ AI, ไฟฟ้า และ ธนาคาร รับวัฏจักรการลงทุนใหม่ ดังนั้นหากนักลงทุนมองข้ามเสียงรบกวน จับจังหวะลงทุนอย่างมีสติ งานเสวนาครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า แม้ AI โลกจะหมุนไปไว แต่โอกาสการลงทุนไม่ได้มีเพียงแค่การวิ่งไล่ราคาหุ้นเทคโนโลยีต่างชาติเท่านั้น

ตลาดไทยเองยังมี “หลุมหลบภัย” ในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และยังมี “ของดีราคาถูก” ในตลาดหุ้นที่รอการฟื้นตัวตามรอบการลงทุนใหม่ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การกระจายความเสี่ยงและเลือกสินทรัพย์ให้เข้ากับจังหวะเวลาอย่างเหมาะสม