วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

FETCO ชงโมเดล‘ออม-ลงทุน’  เสนอต่อรัฐบาล หวังเพิ่มสัดส่วน 30% ของ ‘จีดีพี’

“เฟทโก้” เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอดันวาระ “การออม-ลงทุน” แตะ 30% ของ “จีดีพี” เสริมเศรษฐกิจระยะยาว เผย ตลท. ปลดล็อกเกณฑ์ IPO ดึง 10 อุตสาหกรรมนิวอีคอนอมี และ “ดาต้าเซนเตอร์” ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน ส.ค. พุ่งสู่ระดับ “ร้อนแรงอย่างมาก” ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลเข้าทะลุ “แสนล้าน” หนุนเป้าดัชนีฯ สิ้นปีแตะ 1,700 จุด

KEY POINTS

  • สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เตรียมเสนอโมเดลกระตุ้นการออมและการลงทุนต่อรัฐบาล
  • ตั้งเป้าหมายยกระดับการออมและการลงทุนของประเทศให้มีสัดส่วนรวมกันแตะระดับ 30% ของจีดีพี เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว
  • ชู 4 ข้อเสนอหลัก ได้แก่ การเพิ่มแรงจูงใจผ่านกองทุน

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ทางเฟทโก้เตรียมนำเสนอแผนการกระตุ้นการออมและการลงทุนต่อรัฐบาลเพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างวินัยทางการเงินและฐานรากที่มั่นคงในระยะยาว

ขณะที่ 4 ข้อเสนอที่มุ่งเพิ่มอัตราการออม สร้างแรงจูงใจ และขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการออมให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม สำหร้บข้อเสนอแรกเพิ่มแรงจูงใจผ่าน TISA” เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีก 2 สัปดาห์หน้านั้น ควรจะมีการกำหนดวงเงินลงทุนใน TISA ให้สูงกว่าเพดานลดหย่อนเพื่อการลงทุนรวมในปัจจุบัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดเงินออมใหม่ อย่างมีนัยสำคัญ วางเป้าหมายเพิ่มการออมสุทธิ ไม่ใช่เพียงย้ายเงินออมเดิม

FETCO ชงโมเดล‘ออม-ลงทุน’  เสนอต่อรัฐบาล หวังเพิ่มสัดส่วน 30% ของ ‘จีดีพี’

ข้อเสนอที่สอง ”ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสู่การออมภาคบังคับ“ ขยายความครอบคลุมการออมเพื่อเกษียณรองรับสังคมสูงวัย และสร้างฐานเงินออม ระยะยาวให้แก่ประเทศ วางเป้าหมาย คนไทยมีเงินออมหลังเกษียณอย่างทั่วถึง

ข้อเสนอที่สาม “พัฒนา Trust และ Family Office Ecosystem” ปรับกฎหมายทรัสต์ให้มีความยืดหยุ่นรองรับการบริหารกรัพย์สินของครอบครัวไทยและต่างชาติ เพื่อพัฒนาธุรกิจ Family Office และดึงดูดเงินออมจากผู้มีความมั่งคั่งทั่วโลกมาบริหารจัดการในประเทศไทย ผลที่คาดหวังเกิด Home Bias และเพิ่มการลงทุนในตลาดทุนไทย

และข้อเสนอที่ 4 "เปิดทางนำเงินลงทุนกลับไทยยกเว้นภาษีเงินได้เป็นการชั่วคราว 2 ปี" สำหรับเงินลงทุนในต่างประเทศและกำไร ที่นำกลับประเทศไทย โดยมีเงื่อนไข นำเงินทั้งหมดลงทุนในตลาดทุนไทยและถือครอง อย่างน้อย 1 ปี เปลี่ยนเงินออมในต่างประเทศ ให้เป็นทุนระยะยาวของไทย

FETCO ชงโมเดล‘ออม-ลงทุน’  เสนอต่อรัฐบาล หวังเพิ่มสัดส่วน 30% ของ ‘จีดีพี’

ทั้งนี้ ในมิติด้านโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มีข้อเสนอให้ไทยยกระดับทั้งลงทุนและออมให้ไปแตะระดับ 30% ของ GDP จากปัจจุบันการลงทุนอยู่ที่ 22-23% และออมอยู่ที่ 25%

อีกทั้ง การรักษาสมดุลระหว่างการออมและการลงทุนในประเทศจะช่วยสร้างความยั่งยืน ลดการพึ่งพาเงินกู้ต่างชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการลงทุนเกินตัวแต่มีการออมต่ำ สำหรับนักลงทุนรายย่อย “หุ้นปันผล” ขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแกร่งยังเป็นทางเลือกการออมที่น่าสนใจ โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-6% ต่อ

ด้าน นโยบายการเงินคาดไทยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปจนถึงครึ่งแรกของปีหน้า เนื่องจากเงินเฟ้อยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และเศรษฐกิจยังต้องการแรงหนุน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เดินหน้าปลดล็อคเกณฑ์ IPO สำหรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม New Economy เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับธุรกิจสมัยใหม่ เช่น Data Center ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน ซึ่งจะช่วยสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” ในระยะ 5 ปีข้างหน้า

โดยมีการผ่อนปรนเกณฑ์ทั้งหมด 3 เกณฑ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อรองรับและจูงใจให้บริษัทกลุ่มเทคโนโลยีหรือธุรกิจสมัยใหม่เข้ามาจดทะเบียนในไทยแทนการออกไประดมทุนในต่างประเทศ เช่น Nasdaq หรือสิงคโปร์

นอกจากการปรับเกณฑ์แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎเกณฑ์และสร้างความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีให้กับตัวกลางในตลาด เช่น ที่ปรึกษาการเงิน (FA) และนักวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถรองรับธุรกิจ New Economy ได้อย่างเป็นองค์รวม

นายไพบูลย์ กล่าวว่า การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อรองรับธุรกิจที่ทันสมัยขึ้น เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center ที่จะนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจอื่น ๆ ต่อไป

ทางด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ผลสำรวจในเดือนส.ค. 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 24-31 ส.ค. 2569) พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ที่ระดับ 165.89 นักลงทุนมองการไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ รองลงมาคือ สงครามการค้า และความขัดแย้งระหว่างประเทศ

นักลงทุนทั้ง 4 กลุ่มมองทิศทางตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” โดยมีเป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่วางไว้ที่ 1,700 จุด, แม้จะมีความผันผวนระยะสั้นจากปัจจัยต่างประเทศบ้าง แต่ปัจจัยภายในประเทศกำลังขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติแสดงความเห็นในเชิง Bullish หรือ บวกอย่างมากต่อหุ้นไทยสูงที่สุด โดยให้น้ำหนักไปที่กระแสเงินทุนไหลเข้า ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากเทียบกับอดีต ทำให้มีโอกาสที่เงินจะไหลกลับเข้ามาได้อีกมหาศาล คาดฟันด์โฟลว์ในปีนี้อาจพุ่งแตะระดับ 100,000 ล้านบาท หากผลประกอบการไตรมาส 3 มีความต่อเนื่องและนโยบายรัฐมีความคืบหน้า

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ต่างชาติเริ่มปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยขึ้นในรอบหลายปี ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนการปรับขึ้นของตลาดรอบนี้มีพื้นฐานรองรับ ไม่ใช่เพียงแค่กระแสเงินทุนชั่วคราว 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต้องจับตาเสถียรภาพการเมือง กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจฉุดรั้งตลาดหากเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ต้องเริ่มนับหนึ่งนโยบายใหม่ นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นทีมเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่กำชับรัฐบาลต้องรักษาความนิ่งเพื่อขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยแผนกระตุ้นออมและลงทุนเตรียมจะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อใช้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนประเทศต่อไป