วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘เฟทโก้’ หนุนปลดล็อกหุ้นเล็ก 470 บจ. ราคาต่ำบุ๊ก เร่งดันโครงการ ‘จั๊มพ์พลัส’ ปั้นของดีซ่อนมูลค่า 

“เฟทโก้” หวังปลดล็อกหุ้นเล็กถูกทอดทิ้ง ชูธง 470 บจ. ราว 61% ของตลาดราคาต่ำบุ๊ก ประสานเสียง ตลท. ดันโครงการ “จั๊มพ์พลัส” เฟ้น “ของดีซ่อนอยู่” ลุยสลัดภาพหุ้นถูกมองข้าม สร้างความโปร่งใสและระบบนิเวศการลงทุนอย่างเป็นธรรม พร้อมมั่นใจผลกำไร บจ. ปีนี้ฟื้นนิวไฮ ทะยาน 8-10% ดันหุ้นไทยเดินหน้าเข้าสู่ยุคตลาดกระทิง 

ท่ามกลางความท้าทาย “ตลาดทุนไทย” ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเดินหน้าแผน “ยกระดับ” บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) โดยเฉพาะใน “กลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็ก” (Mid-to-Small Cap) เพื่อดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน และแก้ปัญหาราคาหุ้นที่ไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบ

‘เฟทโก้’ หนุนปลดล็อกหุ้นเล็ก 470 บจ. ราคาต่ำบุ๊ก เร่งดันโครงการ ‘จั๊มพ์พลัส’ ปั้นของดีซ่อนมูลค่า 

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ปัจจุบันจำนวนบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในตลาดหุ้นไทยประมาณ 700 กว่าบริษัท (ไม่รวมตลาด MAI) มีถึง 470 บริษัท หรือคิดเป็น 61% ที่ยังเทรดต่ำกว่า “มูลค่าทางบัญชี”  (Book Value) แม้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นมาถึงกว่า 30% แต่ส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวขึ้นของ “หุ้นขนาดใหญ่” ทำให้หุ้นขนาดเล็กอีกเกือบ 500 บริษัท ยังคงมี “ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี” อยู่

ดังนั้น ยังมองเป็นโอกาส “การเพิ่มมูลค่า” ในอนาคต เนื่องจากในบรรดาบจ. กว่า 400 แห่งนั้น มีสิ่งที่เรียกว่า “Gem” หรือ “ของดีซ่อนอยู่” จำนวนมาก แต่สิ่งที่ “ขาดหายไป” คือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะสามารถกลับมาซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีได้เสมอไป เนื่องจากราคาหุ้นต้องขึ้นอยู่กับผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจที่สมเหตุสมผลด้วย และหากบริษัทนั้นมีผลงานหรือแนวโน้มที่ไม่ดี การซื้อขายต่ำกว่าบุ๊กก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่สำคัญของบริษัทที่ต้องออกมา “บอกเล่าเรื่องราว” (Story) และนำเสนอแผนงานที่ชัดเจน จับต้องได้เพื่อพิสูจน์ศักยภาพให้เป็นที่รับรู้มากขึ้น

ส่วนปัญหาหุ้นขนาดเล็กไม่ได้รับความนิยมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ประเทศมาเลเซีย , สิงคโปร์ หรือแม้แต่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ได้รับอานิสงส์จากกองทุนต่าง ๆ เข้ามาช่วยพยุงมูลค่าให้เป็นไปตามพื้นฐาน แต่หุ้นขนาดเล็กจะถูกมองข้ามเนื่องจากนักลงทุนไม่เห็นสินค้า หรือเข้าไม่ถึงข้อมูลเชิงลึก ส่งผลให้ราคาหุ้นไม่เคลื่อนไหวตามพื้นฐานหากขาดบทวิเคราะห์ (Research) ที่มีคุณภาพ

ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน จึงมีโครงการ JUMP+ และ Corporate Value Up ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มุ่งเน้นการสร้างความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อข้อมูลที่นำเสนอ โดยกำหนดให้ข้อมูลหรือแผนงานที่จะประกาศสู่สาธารณะต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (Board) ก่อน เพื่อให้บริษัทเกิดความตื่นตัวและระมัดระวังในสิ่งที่พูด หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ประกาศไว้ บริษัทจะต้องมีการชี้แจงอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ จะมีการดึงนักวิเคราะห์เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นและเปิดเผย “ข้อมูลเชิงลึก” สู่สาธารณชน เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนข้อมูล (Information Asymmetry) ที่เคยส่งผลกระทบต่อนักลงทุนในอดีต โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างผลตอบแทนที่เป็นธรรมให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่หรือคนในตระกูลเจ้าของเท่านั้น เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ยั่งยืน ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 100 บริษัท ซึ่งแต่ละแห่งมีแผนงานที่ค่อนข้างดีปรากฏอยู่บนเว็บไซต์

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า “นักลงทุนต่างชาติ” ให้ความสนใจและตื่นเต้นกับโครงการผลักดัน “มูลค่าหุ้น” ดังกล่าว เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับโมเดลที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แม้ปัจจุบันหุ้นบางตัวอาจมีขนาดเล็กเกินไป โดยกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจคือหุ้นที่ Under-Owned หรือหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในตลาด

แต่เชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความมั่นใจของนักลงทุนที่ปรากฏก่อนหน้านี้ และมองว่ายังมีโอกาสอีกมากในการผลักดันให้บริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมีมูลค่าสูงขึ้นได้

ทางด้านผลกำไรบจ. ในปีนี้ นายไพบูลย์ มองว่าในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่สู้ดีนัก บจ.ส่วนใหญ่ได้มีการปรับตัวโดยการรัดเข็มขัดเพื่อลดค่าใช้จ่าย มีการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้นเพื่อช่วยในการลดต้นทุนและผลักดันให้กำไรเติบโตได้ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเริ่มมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เราจึงคาดการณ์ว่าแนวโน้มผลประกอบการบจ.จะสามารถเติบโตได้ดีกว่าเดิม

หากพิจารณาจากข้อมูลกำไรย้อนหลัง 4 ไตรมาสรวมกัน จะเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า กำไรของ บจ.ในปัจจุบันพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลประกอบการในไตรมาส 1 ของปีนี้ ที่มีความโดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ระดับกำไรดังกล่าวยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิดในปี 2562อีกด้วย

สำหรับทิศทางในอนาคต นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กำไรบจ.ในปีนี้จะเติบโตเฉลี่ยที่ 8%-10% เราถือเป็นว่า เป็นตัวเลขที่ดีมากเมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่มักจะไม่ค่อยเห็นการเติบโตของกำไรในระดับนี้

“ปัจจัยเรื่องความแข็งแกร่งของกำไรบจ.นี้เองที่เป็น 1 ใน 4 แรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้ เราเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในสภาวะตลาดกระทิง นอกจากนี้ ในแง่ของการประเมินมูลค่า (Valuation) หากไม่รวมหุ้น Delta เข้ามาคำนวณ ตลาดหุ้นไทยจะมีค่า PE Ratio อยู่ที่ประมาณ 13 เท่า ถือว่ายังอยู่ในระดับกลางๆ และไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยเทรดกันที่ระดับ 16 เท่า ทำให้ในมุมมองของนักลงทุนยังไม่เป็นระดับที่น่าสนใจ”