โบรกเกอร์เตือนเกณฑ์กำกับดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ จับตาการใช้ไฟฟ้า-น้ำ-โซนนิ่ง หวั่นมาตรการเข้มกระทบยอดลงทุนและ BOI หากเกณฑ์ใหม่กระทบโครงการที่ยื่นขอไปแล้ว อาจทำต่างชาติชะลอลงทุนและรอดูสถานการณ์ ขณะที่อุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มเติบโต หนุนหุ้นหลายกลุ่ม
KEY POINTS
- โบรกเกอร์แสดงความกังวลว่ามาตรการกำกับดูแลของภาครัฐเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะเกณฑ์การใช้ไฟฟ้า น้ำ และการจัดโซนนิ่ง (Zoning) อาจส่งผลกระทบต่อยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการตัดสินใจลงทุนใหม่
- หากภาครัฐออกมาตรการที่เข้มงวดเกินไป อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนและเข้าสู่ภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait and See) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ได้
- ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือความชัดเจนของเกณฑ์บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ว่าจะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังหรือส่งผลกระทบต่อโครงการที่ยื่นขอไปแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อนักลงทุน
- แม้ว่าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จะมีแนวโน้มเติบโตและเป็นผลดีต่อหุ้นหลายกลุ่ม แต่เกณฑ์กำกับดูแลใหม่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
BOI เปิดตัวเลขเงินลงทุนจริงครึ่งแรกปี 2569 ทะลุ 5.35 แสนล้านบาท โต 27% จากปีก่อน สะท้อนโมเมนตัม “การลงทุนไทย” เร่งตัว โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง”
“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 500,000 ล้านบาท สะท้อนโมเมนตัม “การลงทุนที่แข็งแกร่ง” และมีโอกาสเป็น “เครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ท่ามกลางข้อจำกัดของการบริโภคภายในประเทศและนโยบายการคลัง โดยภาครัฐมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจากระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่อยู่ราว 69%
โดยนักวิเคราะห์เริ่มปรับประมาณการภาคการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนโมเมนตัมที่เกิดขึ้น ขณะที่ภาครัฐมีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากปัจจุบันประมาณ 20-22% ขึ้นสู่ระดับ 25-30% ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทของภาคลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การใช้วงเงินตาม พ.ร.บ.กู้เงินที่เหลือประมาณ 200,000 ล้านบาท การเปลี่ยนยอดขอ BOI ให้เป็นการลงทุนจริง และการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center รวมถึงความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค
ทั้งนี้ การเปลี่ยนยอดขอ BOI เป็นการลงทุนจริงถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว มีเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบประมาณ 250,000 ล้านบาท สะท้อนทิศทางการลงทุนที่มีโมเมนตัมที่ดี
สำหรับอุตสาหกรรม Data Center ปัจจุบันมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท คิดเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3.4 กิกะวัตต์ (GW) โดยไทยและเวียดนามมีโอกาสเป็นฐานลงทุนสำคัญของภูมิภาค จากข้อจำกัดด้านพื้นที่และ Upside ของสิงคโปร์และมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามมาตรการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้า น้ำ และการจัด Zoning สำหรับ Data Center ว่าจะกระทบต่อยอดขอ BOI และการตัดสินใจลงทุนหรือไม่ หากอุตสาหกรรมเดินหน้าต่อเนื่อง จะเป็นบวกต่อ Sentiment หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน แต่หากมีมาตรการเข้มงวดจนการลงทุนสะดุด อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจและเข้าสู่ภาวะ Wait and See
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน BOI ครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ราว 500,000 ล้านบาท แม้ยอดลงทุนจริงเริ่มฟื้นตัว แต่ยังต้องติดตามการเปลี่ยนยอดขอให้เป็นเม็ดเงินจริง โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ช่องว่างระหว่างยอดขอกับการลงทุนจริง ความชัดเจนของเกณฑ์บอร์ด Data Center ใหม่ว่าจะมีผลย้อนหลังหรือกระทบโครงการเดิมหรือไม่ และการลงทุนในอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่ยังไม่เห็นการลงทุนจริงชัดเจน
สำหรับ ธีม Data Center มองว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะได้ประโยชน์ก่อน เช่น STECON รองลงมาเป็น INSET จากนั้นเป็นกลุ่มสาธารณูปโภค เช่น GPSC, BGRIM และ WHAUP รวมถึงกลุ่มโครงข่ายสายสื่อสาร Dark Fiber อย่าง ITEL และ SYMC ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์จากความต้องการที่ดิน โดย STPI เป็นหุ้นที่น่าจับตา หลังยื่นขอ BOI โครงการ Data Center มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอประชุมผู้ถือหุ้นและเปิดตัวพันธมิตรร่วมทุน
ทั้งนี้ หาก Data Center เดินหน้าได้ตามแผน จะเป็นบวกต่อกลุ่มรับเหมา สาธารณูปโภค สื่อสาร และนิคมฯ ขณะที่เกณฑ์กำกับดูแลของบอร์ด Data Center ใหม่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การประเมินผลของ BOI ต้องแยกระหว่าง “การอนุมัติ” กับ “การลงทุนจริง” เนื่องจากหลังได้รับอนุมัติจะต้องใช้เวลาราว 1-2 ไตรมาสจึงเห็นเม็ดเงินจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
แม้การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ปี 2569 โตสูง 13% แต่แรงส่งต่อ GDP ยังจำกัด เพราะการลงทุนมีสัดส่วนเพียง 20-25% ของ GDP ขณะที่การบริโภคมีสัดส่วนราว 50% นอกจากนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง EV และ Data Center มีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศสูง ทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลออกนอกประเทศ และลดทอนผลประโยชน์ต่อ GDP ไทย ขณะที่ Data Center ยังเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่จ้างงานโดยตรงไม่มาก
สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการลงทุน BOI คือ WHA และ AMATA จากความต้องการพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ ขณะที่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากธีม AI และ Data Center ในลำดับถัดไป ได้แก่ HANA, DELTA และ CCET
ทั้งนี้ การลงทุนที่เร่งตัวถือเป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทย แต่ต้องติดตามการเปลี่ยนยอดอนุมัติเป็นการลงทุนจริง รวมถึงการสร้าง Supply Chain ในประเทศและการจ้างงานทักษะสูง เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายสู่เศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น





