ธปท.ชี้โมเดลเศรษฐกิจอีสานถึงทางตัน ชี้ยุทธศาสตร์พลิกฟื้นผ่านแรงส่งเกษตรแบบปราณีต พร้อมด้วยแรงส่งภาคบริการ ชูจุดแข็ง มิตรภาพและความไว้ใจขับเคลื่อนธุรกิจ TDRI ชี้ภูมิภาคเป็นกองหลังเศรษฐกิจไทย แนะรัฐอัดงบลงท้องถิ่น วางรากฐานพัฒนาคน หนุนคนรุ่นใหม่กล้าพัฒนาตนเอง มั่นใจ “อีสานใต้” พร้อมทั้งอุตสาหกรรมเกษตรประณีต ไมซ์ ท่องเที่ยว
KEY POINTS
- เศรษฐกิจอีสานใต้เผชิญวิกฤตจากโครงสร้างเดิมที่พึ่งพาเกษตรกรรมผลิตภาพต่ำและอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถดูดซับแรงงานได้อีกต่อไป
- เสนอแนวทางพลิกฟื้นโดยชู 3 โอกาสสำคัญ คือ การทำเกษตรมูลค่าสูง, การใช้จุดแข็งเชิงพื้นที่ดึงดูดธุรกิจใหม่, และการขยายบริการที่เติบโตสูง เช่น การท่องเที่ยวและสุขภาพ
- คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยกลับมาพัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นและนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรเชิงประณีต
- เน้นย้ำการปรับเปลี่ยน "Mindset" ของเกษตรกร และใช้จุดแข็งด้านบริการที่เป็นมิตร (Heart Touch) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากภายนอก
“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 ซึ่งมีภาครัฐ ภาคเอกชนและนักวิชาการร่วมนำเสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจอีสานใต้
ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ภาคอีสานเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมถึงทางตัน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่เกษตรกร 97% ปลูกเฉพาะข้าวและมันสำปะหลัง แต่ผลิตภาพต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศและคู่แข่ง ซึ่งทำให้รายได้เกษตรกรต่ำมานาน ขณะที่ราคาข้าว 12 ปีที่ผ่านมา เพิ่มเพียง 5% แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น 18% ทำให้มีปัญหาหนี้สินเรื้อรังจากรุ่นสู่รุ่น
รวมทั้งเห็นความเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมในอีสานที่ไม่เป็นแหล่งดูดซับแรงงานเหมือนอดีต เพราะความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกหมดไป และโรงงานใหม่จ้างงานลดลง โดยหลังวิกฤติโควิด-19 ตอกย้ำถึงจุดสิ้นสุดโมเดลพัฒนาแบบเดิม เมื่อทุนจดทะเบียนธุรกิจเฉลี่ยต่อปีลดถึง 41% และความสามารถการจ้างงานหดลงน่าตกใจ ซึ่งพบว่าเงินลงทุนที่เท่ากันแต่จ้างงานลดลงถึง 20%
ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นความได้เปรียบต้นทุนแรงงานราคาถูกที่เคยดึงอุตสาหกรรมในอดีตสูญสิ้นแล้ว ซึ่งนำมาสู่บทสรุปสำคัญที่สั่นคลอนวิถีชีวิตคนอีสาน 2 ประเด็น คือ
1.การเกษตรอย่างเดิมอยู่ไม่ได้ เนื่องจากผลิตภาพต่ำและต้นทุนสูงเกินกว่าจะเลี้ยงชีพได้ในสภาวะปัจจุบัน
2.ภาคการผลิตและโรงงานดูดซับแรงงานไม่ได้อีก ซึ่งภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่แหล่งพักพิงที่มั่นคงสำหรับแรงงานคืนถิ่นหรือนักศึกษาจบใหม่ที่เพิ่มขึ้นทุกปีอีกแล้ว
นอกจากนี้ จากโควิด-19 ที่ทำให้แรงงานคืนถิ่นอีสาน 400,000 คน แม้เปิดประเทศแล้วมีเพียง 80,000 คน กลับสู่ส่วนกลาง ส่วนอีก 320,000 คน ยังอยู่สร้างอาชีพใหม่ เช่น เกษตรสมัยใหม่ ธุรกิจดิจิทัลและบริการออนไลน์ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการปรับตัวสู่สภาวะใหม่
ธปท.ชี้ 3 โอกาส เศรษฐกิจอีสานใต้
นอกจากนี้ โอกาสสำคัญ 3 ด้าน ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานใต้ให้เติบโตในทศวรรษใหม่ คือ
1.ปรับตัวต่อยอดฐานผลิตอาหาร เริ่มจากการเพิ่มผลิตภาพการเกษตร ซึ่งเป็นฐานชีวิตคนส่วนใหญ่
2.จุดแข็งเชิงพื้นที่ดึงกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งมีความปลอดภัยสูง เสี่ยงภัยธรรมชาติต่ำที่เป็นข้อได้เปรียบ
3.ขยายบริการที่มีทิศทางรุ่ง โดยมีที่ตั้งยุทธศาสตร์เหมาะสมดึงผู้มีกำลังซื้อสูงจากนอกภูมิภาคเข้าอีสาน
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์การพลิกฟื้นอีสานสู่อนาคต “Future Ready” ต้องขับเคลื่อนผ่าน 2 แรงส่ง ได้แก่
1.แรงส่งจากภายในที่เน้นการปรับตัวของเกษตรกรที่เป็นประชากรถึง 50% ของภูมิภาค โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแต่เป็นการปรับ “Mindset” สู่การทำ “เกษตรเชิงประณีต”
สำหรับตัวอย่างที่สำเร็จ คือ การทำนาหยอดลดต้นทุน 30% เพิ่มผลผลิต 1 เท่าตัว รวมถึงปลูกมันสำปะหลังแบบประณีตที่เพิ่มผลผลิตจาก 3 ตัน เป็น 7 ตันต่อไร่ เพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่พึ่งเทคโนโลยีขั้นสูง แต่พึ่งพาหัวใจสำคัญ คือ Mindset
2.แรงส่งจากภายนอก โดยการเปิดประตูรับกลุ่มกำลังซื้อสูงจากนอกภูมิภาคผ่าน “บริการที่รุ่ง” ประกอบด้วยธุรกิจท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหารและบริการด้านสุขภาพ
“Heart Touch” จุดแข็งที่ AI แย่งงานไม่ได้
สำหรับยุค AI เชื่อว่าธุรกิจบริการในอีสานมีข้อได้เปรียบที่ยากจะเลียนแบบ คือ “มิตรภาพและความไว้ใจ” หรือ Heart Touch โดยความสามารถ AI ที่จะทดแทนความเป็นมนุษย์สำหรับงานบริการเชื่อว่ากระทบน้อยสุด ด้วยลักษณะนิสัยคนอีสาน “มักม่วน” อดทนและมีมิตรภาพสูง ทำให้บริการสุขภาพและการท่องเที่ยวที่เน้นความสัมพันธ์แบบ “ใจถึงใจ” (Heart to Heart) เป็นอาวุธลับสำคัญ
อีกทั้งอีสานใต้มีจุดแข็งเชิงพื้นที่ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม คือ มอเตอร์เวย์สาย M6 รถไฟความเร็วสูง สนามบินและสะพานมิตรภาพที่กำลังสร้าง รวมถึงมีศูนย์ประชุมและสนามกีฬาที่ส่งเสริมกัน
รวมถึงเป็นภูมิภาคปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะความเสี่ยงแผ่นดินไหวน้อยสุดในประเทศ และมีต้นทุนสิ่งแวดล้อมดี โดยอากาศดีกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญสำหรับธุรกิจบริการที่รุ่ง (Rising Services) เช่น บริการสุขภาพและท่องเที่ยว
ดังนั้น การเปลี่ยนอีสานใต้เป็นภูมิภาคที่พร้อมสำหรับอนาคตมีกุญแจสำคัญนำไปสู่การเติบโตยั่งยืนในทศวรรษใหม่ต้องเริ่มจากทำฐานรากแข็งแกร่งด้วยเกษตรมูลค่าสูง และใช้จุดแข็งจิตวิญญาณบริการดึงเงินจากทั่วโลกเพื่อให้ Local First นำไปสู่การเติบโตยั่งยืนแท้จริง
TDRI ชี้เศรษฐกิจภูมิภาคเป็นกองหลัง
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ “ยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ” ว่า การพัฒนาประเทศเป็นเหมือนทีมฟุตบอลที่หากต้องการชัยชนะจะพึ่งเกมรุกสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีกองหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ
อย่างไรก็ดี ปัญหารวยกระจุกจนกระจายเกิดจากความไม่สมดุลของอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ ขณะที่นโยบายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบระดับล่างมักล่าช้าและขาดความยั่งยืน เนื่องจากติดกับดักนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ทั่งถึง และฐานรากบางกลุ่มเข้าไม่ถึงและไม่ยั่งยืนพอที่จะพัฒนาตัวเองได้
ทั้งนี้ TDRI เสนอรัฐบาลปรับทิศทางการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการกระจายงบประมาณสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ได้สัดส่วนเหมาะสม และปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ เช่น ตึกและถนน เป็นการมุ่งวางรากฐานพัฒนาศักยภาพคน พัฒนาความรู้ความสามารถให้ทันบริบทที่เปลี่ยนแปลง
“การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพคน ถ้าจัดสรรดีเชื่อว่ามีเพียงพอ เพราะปัจจุบันเด็กมีจำนวนน้อยลง แต่ต้องจัดงบประมาณให้ดี ไม่เน้นสร้างตึกที่มีมากเกินไป ควรจัดสรรการพัฒนาคน ตัดเรื่องเงินทอน คอร์รัปชัน”
“ลำปลายมาศโมเดล”ต้นแบบความสำเร็จ
ทั้งนี้ ตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาศักยภาพคนตัวเล็ก เช่น ลำปลายมาศโมเดล จ.บุรีรัมย์ เป็นแบบอย่างความสำเร็จมีชื่อเสียงเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาโรงเรียนด้วยการพัฒนาหลักสูตรยืดหยุ่นและสอดคล้องบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
นอกจากนี้ ส่งเสริมครูและนักเรียนมีบทบาทร่วมกันเรียนรู้ โดยสิ่งสำคัญสุดเป็นการปลูกฝัง Growth Mindset ตั้งแต่เยาวชน เพื่อให้เด็กจากครอบครัวระดับรากหญ้าเชื่อมั่นว่าพัฒนาตนเองและเห็นโอกาสแทนการยอมแพ้ต่อโชคชะตาจนเป็นปัญหาสังคม
รวมทั้งโมเดลดังกล่าวขยายผลครอบคลุมการดูแลทุกช่วงวัยตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงผู้สูงอายุภายใต้ความร่วมมือของ อปท.วิสาหกิจชุมชน ภาคเอกชน และราชการ เป็นกุญแจสำคัญสร้างพลังแก่คนระดับฐานราก ซึ่งทำให้ จ.บุรีรัมย์ เห็นการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม โดยรายได้ของจังหวัดเป็นธุรกิจคนชั้นกลางขึ้นไปแล้ว
เทรนด์คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานในพื้นที่
ขณะที่โอกาสทางเศรษฐกิจในอีสานใต้มีศักยภาพสูงหลายอุตสาหกรรม เช่น การทำเกษตรประณีต อุตสาหกรรม MICE และการท่องเที่ยว ส่วนปัญหาการไหลออกของคนรุ่นใหม่เริ่มลดลง ซึ่งหลังโควิดมีคนทำงานในบ้านเกิดมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีเอื้อแต่จะดีกว่านี้ถ้าสร้างโอกาสธุรกิจในพื้นที่ เพื่อดึงหนุ่มสาวกลับท้องถิ่นเพื่อพัฒนาธุรกิจท้องถิ่น
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นการไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ต้องนำมาปรับใช้อย่างรอบคอบเพื่อเอื้อประโยชน์คนตัวเล็ก เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ตั้งสตาร์ทอัพ พัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือที่ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย
สำหรับเกษตรกรสูงอายุที่ไม่เท่าทันเทคโนโลยีแล้ว แต่เรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อนำเทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ดิน สภาพภูมิอากาศ และการใช้น้ำเพื่อทำเกษตรประณีต ซึ่งการเชื่อมประสานเทคโนโลยีดังกล่าวจะยกระดับรายได้และทำให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง





