วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

OR ลั่นครึ่งหลังผลงานฟื้น หลังไตรมาส 2/69 ผ่านจุดต่ำสุด มุ่งเพิ่มสัดส่วน ‘อีวี’ เป็น 10% 

“โออาร์” มั่นใจผลประกอบการครึ่งปีหลังฟื้นแรง หลังไตรมาส 2/69 ผ่านจุดต่ำสุดของปีแล้ว จากผลกระทบราคาน้ำมันโลกผันผวน เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจ 5-6 ปี มุ่งเพิ่มสัดส่วน “อีวี” เป็น 10% ของพอร์ต “โมบิลิตี้” เร่งขยายธุรกิจ “ไลฟ์สไตล์” บุกบังกลาเทศ ขยาย “คาเฟ่ อเมซอน” ในต่างประเทศ

KEY POINTS

  • OR คาดการณ์ผลประกอบการครึ่งปีหลังจะฟื้นตัว หลังจากไตรมาส 2/69 ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 1,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบหลักจากราคาน้ำมันผันผวนทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) และการปรับลดมูลค่าสินค้ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท
  • บริษัทเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง จากการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ และสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นหลังได้รับชำระหนี้คืนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
  • OR เดินหน้ากลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน โดยเร่งขยายธุรกิจ EV Station Plus และตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกิจ EV ให้เป็น 10% ของกลุ่ม Mobility ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า

นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายรอบด้าน จากความผันผวนของ “ราคาน้ำมันดิบ” ในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 159.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง 

ประกอบกับ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1,700 ล้านบาท แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 205,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้สะสม 381,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิสะสมลดลง 90% เหลือเพียง 640 ล้านบาท

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ มาจากกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่มี EBITDA ติดลบ 1,249 ล้านบาท จากการรับรู้ผลขาดทุนจาก “สต็อกน้ำมัน” (Stock Loss) และการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) รวมกันสูงถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Stock Loss ราว 8,000-9,000 ล้านบาท และ NRV อีก 2,000-2,300 ล้านบาท 

OR ลั่นครึ่งหลังผลงานฟื้น หลังไตรมาส 2/69 ผ่านจุดต่ำสุด มุ่งเพิ่มสัดส่วน ‘อีวี’ เป็น 10% 

ขณะที่ กลุ่มธุรกิจ Global ติดลบ 512 ล้านบาท จากมาร์จินที่ลดลง และการขาดทุน NRV ในประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงผลกระทบความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้สาขา Cafe Amazon ในกัมพูชาลดลง 46 สาขา 

อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังคงเป็นเสาหลักสร้างกำไรที่แข็งแกร่งด้วย EBITDA 1,993 ล้านบาท (EBITDA Margin 30.8%) โดยมี Cafe Amazon ทำยอดขายสะสม 6 เดือนแรกได้ถึง 235 ล้านแก้ว จาก 5,078 สาขาทั่วโลก OR ลั่นครึ่งหลังผลงานฟื้น หลังไตรมาส 2/69 ผ่านจุดต่ำสุด มุ่งเพิ่มสัดส่วน ‘อีวี’ เป็น 10% 

นางสาววิไล วรรณกาญจนะกันติ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน OR กล่าวว่า ผลงานในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาน้ำมันที่ผันผวนสูง ทำให้เกิด Stock Loss และ NRV รวมกว่า 11,000 ล้านบาท แต่หากตัดผลกระทบดังกล่าวออกไป Marketing Margin ของเรายังคงอยู่ในระดับปกติเกินกว่า 1 บาทต่อลิตร

ดังนั้น เรายังเชื่อมั่นว่าไตรมาส 2 ปี 2569 คือ “จุดต่ำสุด” (Bottom) แล้ว และในไตรมาส 3 ปี 2569 สถานการณ์จะฟื้นตัวเข้าสู่ระดับปกติ ระดับสินค้าคงคลังจะลดลงเหลือราว 14 วัน จาก 23 วันในไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งจะทำให้แรงกดดันด้าน Stock Loss หมดไป และมีโอกาสกลับรายการ NRV ในครึ่งปีหลัง

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้กลับสู่ระดับปกติแล้ว ด้านสภาพคล่องทางการเงินยังมีทิศทางที่ดี ได้รับปัจจัยหนุนจากการทยอยได้รับชำระคืนหนี้จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท จากยอดคงค้างทั้งหมดราว 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้อย่างมาก

ขณะที่แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากอัตราเงินเฟ้อและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แต่เรายังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดน้ำมันในประเทศด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 41% พร้อมมุ่งเป้าขยาย OR Ecosystem ให้มีผู้เข้าใช้บริการแตะ 5 ล้านคนต่อวันภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 4.1 ล้านคนต่อวัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังได้วางแผนรับมือกับ Peak Oil มาอย่างต่อเนื่อง โดยเดินหน้ายุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของพลังงาน เร่งขับเคลื่อนธุรกิจ EV Station Plus ให้เติบโต และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน EV ให้เป็น 10% ของกลุ่ม Mobility ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า 

โดยควบคู่ไปกับการรุกธุรกิจ Lifestyle และการจับมือกับพันธมิตรขยายแบรนด์ F&B ใหม่ ๆ รวมถึงการปักหมุด Cafe Amazon ในตลาดต่างประเทศอย่างบังกลาเทศ ซึ่งตั้งเป้า 100 สาขา พร้อมทั้งพิจารณาตัดขายหรือปิดกิจการในสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 

พร้อมกันนี้ บริษัทมุ่งเน้นปรับโครงสร้างพอร์ตลงทุนและขยายฐานธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่าง Lifestyle และ EV จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และลดความผันผวนจากราคาน้ำมันในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

“ในการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ระยะยาว เรามีการตัดขายและยกเลิกธุรกิจที่ไม่ทำกำไรอย่างต่อเนื่อง เช่น การยกเลิกแบรนด์ Texas Chicken และการปิดดำเนินงานในเวียดนามและจีน รวมถึงการใช้ Modulus ซึ่งเป็นบริษัทลูกในการแสวงหาพันธมิตรแบรนด์ F&B ใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและลดความผันผวนจากราคาน้ำมันในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม”