วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม 2569

Login
Login

ฝ่ามรสุมธุรกิจ ‘แบงก์ไทย’ จับตา ‘ทีทีบี’ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ‘ไอเอ็นจี’ ทยอยถอนลงทุน ‘กสิกรไทย’ ติดโผกลุ่มเสี่ยง 

สืบเนื่องจากประเด็นการขายหุ้นธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ของผู้ถือหุ้นใหญ่ ING Bank N.V. ล่าสุดเป็นหุ้นก้อนใหญ่คิดเป็น 7.9% มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ ING Bank เหลือถือหุ้น TTB ลดจาก 19.5% มาอยู่ที่ 11.6% ถูกมอง “กำลังลดบทบาท” ในธนาคารไทยแห่งนี้รวดเร็วหรือไม่ 

รวมถึงกรณี Bloomberg Intelligence เปิดรายชื่อ “10 บริษัทในเอเชียแปซิฟิกที่ต้องจับตามอง” ทั้งเชิงบวก และเชิงลบช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นบริษัทไทยรายเดียวในโผที่ติดกลุ่มมุมมองเชิงลบ ท่ามกลางแรงกดดัน “หนี้ครัวเรือน” และ “ลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอี” ที่เผชิญความยากลำบาก

ฝ่ามรสุมธุรกิจ ‘แบงก์ไทย’ จับตา ‘ทีทีบี’ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ‘ไอเอ็นจี’ ทยอยถอนลงทุน ‘กสิกรไทย’ ติดโผกลุ่มเสี่ยง 

ดังนั้น ความเคลื่อนไหวใน “ภาคธนาคารพาณิชย์ไทย” ทำให้แวดวงการเงินมีมุมมองทั้ง “เชิงบวก” และ “เชิงลบ” แต่เบื้องต้นถูกมองเป็นข่าวร้ายของ TTB เนื่องจากพันธมิตรดั้งเดิมส่งสัญญาณทยอย “ถอนลงทุุน” จากธนาคารพาณิชย์ไทยหรือไม่ ด้วยจากภาพที่เกิดขึ้นจึงดูเป็นการปรับพอร์ตอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่ขายหุ้นเล็กน้อยเพื่อบริหารสภาพคล่องตามปกติ 

ฝ่ามรสุมธุรกิจ ‘แบงก์ไทย’ จับตา ‘ทีทีบี’ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ‘ไอเอ็นจี’ ทยอยถอนลงทุน ‘กสิกรไทย’ ติดโผกลุ่มเสี่ยง 

ขณะที่ KBANK ถูกมองว่าปัญหาหนี้ของกลุ่มเอสเอ็มอีกำลังฉุดรั้งผลการดำเนินงานของธนาคารในอนาคต และประเด็นข้างต้นจะสั่นสะเทือนภาคธนาคารไทยในอนาคตหรือไม่

ส่วนมุมมองเชิงบวกของ TTB ทำโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลังรายการมีแนวโน้มกระจายตัวขึ้น หุ้นที่เคยถูกล็อกกับผู้ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์รายเดียวจะหมุนเวียนในมือนักลงทุนสถาบันหลายรายมากขึ้น ซึ่งดีต่อ Free Float และสภาพคล่องระยะยาว นักลงทุนใน และต่างประเทศเข้าถึงหุ้นง่ายขึ้น 

ขณะที่อิทธิพลของผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งต่อธนาคารลดลง ขณะที่ KBANK ประเด็นดังกล่าวตลาดรับรู้ความเสี่ยงกลุ่มเอสเอ็มอีอยู่แล้ว ธนาคารได้ตั้งสำรองล่วงหน้า และเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อไว้ก่อนหน้า ทำให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ 

ฝ่ามรสุมธุรกิจ ‘แบงก์ไทย’ จับตา ‘ทีทีบี’ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ‘ไอเอ็นจี’ ทยอยถอนลงทุน ‘กสิกรไทย’ ติดโผกลุ่มเสี่ยง 

ธปท.ยันฐานะการเงิน “แบงก์พาณิชย์ไทย” แกร่ง 

นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2567 ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยแข็งแกร่งและบริหารจัดการความเสี่ยงต่อเนื่อง แม้เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค 

ทั้งนี้เงินกองทุน (BIS ratio) อยู่ระดับสูงที่ 21% เช่นเดียวกันสภาพคล่องหรือ LCR ที่อยู่ระดับสูงที่ 204.8% ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด

ด้านกำไรสุทธิระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 83,000 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.8% ปัจจัยหนุนหลักจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ทั้งจากกำไรจากการวัดมูลค่าตราสารทางการเงิน (Mark to Market) ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ดอกเบี้ยขาลง รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะจากการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และการมุ่งเน้นธุรกิจ Wealth Management

รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านการกันสำรองที่ลดลง เนื่องจากในไตรมาสก่อนๆ ได้กันสำรองระดับสูง และเพียงพอต่อการรับความเสี่ยงไว้แล้วจึงลดระดับการสำรองลงได้ในไตรมาสนี้ ส่วน ROA และ ROE สูงขึ้นบ้าง แม้ว่าธนาคารยังเผชิญความยากลำบากในการหารายได้จากสินเชื่อท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ด้านสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์มีการขยายตัวอยู่ที่ 2% ซึ่งถือเป็นระดับการเติบโตที่น่าสนใจ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจเป็นหลัก เนื่องจากราคาพลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบแม้จะย่อตัวลงบ้าง แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม

ความต้องการเงินทุนนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงธุรกิจรายใหญ่ แต่พบว่าธุรกิจ SME บางประเภทต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่การขยายตัวของสินเชื่อในระยะหลังนี้เป็นการขยายตัวที่มาจากฝั่งอุปทาน(Supply-side) เป็นสำคัญ

ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มลดลง สาเหตุหลักไม่ได้มาจากมาตรการกำกับดูแลค่าธรรมเนียม 19 รายการที่ ธปท.เพิ่งประกาศไป เพราะจะเริ่มเห็นผลชัดเจนไตรมาส 3-4 ปีนี้ แต่ค่าธรรมเนียมที่ลดลงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมธุรกิจและเทคโนโลยี การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ช่องทางออนไลน์ทำธุรกรรมมากขึ้น ซึ่งทำให้ค่าธรรมเนียมการโอนลดลง

ฝ่ามรสุมธุรกิจ ‘แบงก์ไทย’ จับตา ‘ทีทีบี’ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ‘ไอเอ็นจี’ ทยอยถอนลงทุน ‘กสิกรไทย’ ติดโผกลุ่มเสี่ยง 

3 เครื่องยนต์หนุนแบงก์โต

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทหารไทยธนชาต กล่าวว่า 3 เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตของธนาคารระยะข้างหน้า คือ 

1.การเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม ผ่านการขยายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน และประกัน

2.การเพิ่มประสิทธิภาพผ่าน Digital Investment หลังธนาคารลงทุนระบบดิจิทัลต่อเนื่องเป็นเวลา 3-4 ปี โดยเพื่อลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ลดขั้นตอนการทำงานที่ใช้กระดาษ และเพิ่ม Productivity พนักงาน 

สำหรับการลงทุนดิจิทัลจะทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น และทำให้ธนาคารให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น และช่วยให้การขยายธุรกิจทำได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในสัดส่วนเดียวกับการเติบโต

3.การบริหารคุณภาพสินเชื่อ โดยทีทีบีจะให้ความสำคัญกับการขยายสินเชื่อที่มีคุณภาพ หรือ Golden Portfolio ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต เพื่อควบคุมความเสี่ยง และลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสียในอนาคต

สำหรับทั้ง 3 ด้านจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างการเติบโตให้กับธนาคาร โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจธนาคารต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งด้านรายได้ ต้นทุน และคุณภาพสินทรัพย์

ด้านผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการสร้างผลตอบแทนของธนาคาร แม้ในระยะต่อไปจะต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะทยอยหมดอายุในช่วงกลางปี 2571

ธนาคารจึงจำเป็นต้องสร้างการเติบโตจากธุรกิจหลักให้มากขึ้น โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจ Wealth Management และการเพิ่มประสิทธิภาพจากการลงทุนด้านดิจิทัล เพื่อชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนและปัจจัยที่อาจกระทบต่อผลตอบแทนในอนาคต

ฝ่ามรสุมธุรกิจ ‘แบงก์ไทย’ จับตา ‘ทีทีบี’ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ‘ไอเอ็นจี’ ทยอยถอนลงทุน ‘กสิกรไทย’ ติดโผกลุ่มเสี่ยง 

ING ตั้งใจที่จะทยอยถอนลงทุนจาก TTB  

นายภควัต พิสุทธิพันธุ์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานธุรกิจลูกค้ารายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การที่ ING ขายบิ๊กล็อตหุ้น TTB จะช่วยเพิ่มฟรีโฟลตให้รายย่อยเข้าถึงหุ้นได้มากขึ้น และไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารของ TTB แต่อย่างใด เพราะปัจจุบัน ING ไม่ได้เข้ามาร่วมบริหารงาน และดำเนินธุรกิจโดยตรง

ทั้งนี้มองว่า ING ตั้งใจทยอยถอนลงทุนออกจาก TTB เนื่องจากถือหุ้นมานาน และถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลตอบแทน ที่ผ่านมาทยอยลดสัดส่วนการลงทุนลงต่อเนื่อง 

ก่อนหน้านี้ TTB มีโครงการซื้อหุ้นคืน โดย ING ขายหุ้นคืนแล้ว 4% จากถือหุ้น 23% เหลือ 19.5% เป็นไปได้ที่จะขายอีก เพราะโครงการซื้อหุ้นคืนของ TTB ยังเหลืออยู่ 8% ของทุนชำระแล้ว หรือ 14,000 ล้านบาท หากในอนาคต ING ต้องการขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 11% ออกมาอีกทาง TTB สามารถนำเงินก้อนนี้มาใช้รองรับการขายของ ING ได้

“ผมคิดว่าคนที่เข้ามาซื้อพีพีไม่น่าใช่แบงก์ใหญ่ อาจเป็นสถาบันการเงินที่เข้ามาซื้อ เดาว่าเป็นหัวดำไม่ใช่หัวทองถ้าหวังเพื่อยีลด์จริงๆ สมมติถ้าผมเดาเล่น ๆ หากเป็นกองทุนวายุภักษ์ หรือกระทรวงการคลังมาถือก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเป็นไปได้เหมือนกันว่าบริษัทเองที่เอาเงินมาซื้อ”

ฝ่ามรสุมธุรกิจ ‘แบงก์ไทย’ จับตา ‘ทีทีบี’ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ‘ไอเอ็นจี’ ทยอยถอนลงทุน ‘กสิกรไทย’ ติดโผกลุ่มเสี่ยง 

“ต่างชาติ” แค่ “จ้องมอง” หุ้นแบงก์ไทย

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงมุมมองของ “นักลงทุนต่างชาติ” ต่อหุ้นกลุ่มธนาคารไทยว่า แม้เศรษฐกิจไทยในสายตาต่างชาติไม่ได้อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ แต่ยังไม่มีความโดดเด่นหรือเติบโตแข็งแกร่งมากพอที่จะเป็นแรงผลักดันให้หุ้นกลุ่มธนาคารกลับมาเป็นผู้นำตลาด 

ทั้งนี้ปกติเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดี หุ้นธนาคารเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับประโยชน์ และมีโอกาสปรับตัวขึ้นนำตลาด แต่ปัจจุบันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก

ขณะที่กระแสการลงทุนศูนย์กลางข้อมูล (Data Center) แม้มีแนวโน้มเข้ามาในไทย แต่ยังไม่เห็นเม็ดเงินลงทุนหรือการกู้ยืมภายในประเทศมากเพียงพอที่จะสร้างผลบวกต่อกลุ่มธนาคาร

ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่าเป็นปัจจัยดึงเงินทุนต่างชาติให้ไหลสู่ตลาดหุ้นไทยบางส่วน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังได้ประโยชน์จากทิศทางค่าเงิน

อย่างไรก็ตาม Fund Flow ที่เข้ามายังมีลักษณะ “มาๆ ไปๆ” และไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนยังจับตาความชัดเจนสถานการณ์การเมืองไทย ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับนโยบายการเงิน นักลงทุนต่างชาติมีท่าทีค่อนข้างพอใจกับการที่อัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ในภาวะทรงตัว มากกว่าการเห็นการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินอย่างรุนแรง โดยมองโอกาสการลดดอกเบี้ยเริ่มมีไม่มากแล้ว

ขณะที่หากขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็น “โบนัส” สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะจะช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM เพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อกำไรของธนาคารโดยตรง

แม้หุ้นธนาคารไทยมีจุดเด่นด้าน Valuation ที่ไม่แพง และมี Dividend Yield ในระดับสูง แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่ใช่จุดขายที่มีเฉพาะประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติสามารถหาหุ้นที่มี Valuation ถูก และให้เงินปันผลสูงในตลาดหุ้นประเทศอื่นได้เช่นกัน 

ทำให้ต่างชาติยังอยู่ในโหมด “จ้องๆ มองๆ” และรอให้เงื่อนไขสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างชัดเจน การเมืองมีเสถียรภาพ และ Fund Flow ต่างชาติกลับมาไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง จึงจะมีโอกาสเห็นแรงซื้อไล่ราคาหุ้น และเกิด Rally อย่างจริงจัง

ดังนั้นระยะสั้นนักลงทุนต่างชาติอาจให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มอื่นมากกว่ากลุ่มธนาคาร เนื่องจากยังรอปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้หุ้นแบงก์ไทยกลับมาเป็นกลุ่มนำตลาดอีกครั้ง

“กลุ่มแบงก์ไทย” ยังแข็งแกร่งเทียบกับหลายประเทศ 

นายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรี พัฒนสิน เปิดเผยว่า การทำบิ๊กล็อต (Big Lot) ของ TTB มองว่า เป็นกรณีเฉพาะเพียงการปรับพอร์ตปกติของผู้ลงทุนระยะยาว ไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของธนาคารที่ยังคงโดดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยี

ขณะที่กรณี KBANK มีความเสี่ยงกลุ่มเอสเอ็มอีนั้นมองตลาด และธนาคารรับทราบความเสี่ยงกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงฐานราก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี แต่ที่ผ่านมาธนาคารเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ เจรจากับลูกหนี้ และตั้งสำรองล่วงหน้าแล้วจึงเป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้

ดังนั้น ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มแบงก์เพราะว่ามีเงินกองทุน (Tier 1) ที่แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และภูมิภาคอื่น รวมถึงมีการเติบโตของสินเชื่อ (Credit Growth) มีสัญญาณที่ดีกว่าที่ตลาดคาด โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี Credit Growth เป็นบวก ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มกลับมาลงทุน และขยายกิจการ

ขณะเดียวกันมีแรงขับเคลื่อนจีดีพีจากการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ชัดเจนขึ้น โดยกระแสการขอรับการส่งเสริมจาก BOI กำลังเปลี่ยนเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการย้ายฐานการผลิตจริง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจค่อยๆ หมุนเวียนจากกลุ่มบนลงสู่กลุ่มฐานราก

นอกจากนี้ ดอกเบี้ยปัจจุบันไทยไม่อยู่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ย คาดว่าตรึงดอกเบี้ยถึงปีหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกช่วยให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว 

ด้านโอกาส และมูลค่าการลงทุนต่อกลุ่มแบงก์ยังมองว่าหากไทยเป็น Data Center Hub ของภูมิภาค กลุ่มแบงก์จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้ประโยชน์จากการนำข้อมูลมาประมวลผลด้วยระบบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อต่อยอดการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์