วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 ต.ค.69 ‘แข็งค่า’ หลังตลาดลดการขึ้นดอกเบี้ยเฟด

ค่าเงินบาทวันนี้ 5 ต.ค.69 เปิดตลาด “แข็งค่า“ ที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้หลังตลาดลดการขึ้นดอกเบี้ยเฟด มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.45-33.65 บาทต่อดอลลาร์

KEY POINTS

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหนุนมาจากการที่ตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด
  • อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่หนุนราคาน้ำมันดิบ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันให้เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้
  • นักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.56 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.59 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์ และประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ 33.45-33.65 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร (แกว่งตัวในกรอบ 33.46-33.64 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการรีบาวด์ขึ้นบ้างของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในการประชุมเดือนตุลาคม ตามรายงาน ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนกันยายน เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง น้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ 89,000 ตำแหน่ง (ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ยอดจ้างงานฯ เพิ่มขึ้นราว 133,000 ตำแหน่ง)

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 ต.ค.69 ‘แข็งค่า’ หลังตลาดลดการขึ้นดอกเบี้ยเฟด

 

อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ขยับสูงขึ้นเล็กน้อย สู่ระดับ 4.2% สูงกว่าที่ตลาดมอง 4.1% และอัตราการเติบโตค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ชะลอลงสู่ระดับ +3.0%y/y ต่ำกว่าที่ตลาดคาด +3.2% ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและหนุนให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ได้กลับมาสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงการปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ 

▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมนี้ ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดคาดหวัง FED ขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง ถึงสิ้นปีหน้า

▪ จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก

▪ ทิศทางเงินดอลลาร์จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ทั้งนี้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อาจสร้างความผันผวนต่อเงินดอลลาร์ได้ หลังเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงใกล้โซน 158 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดระมัดระวังต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทยังคงอ่อนไหวต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้น ทั้งนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลผลกระทบของน้ำท่วม รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทเช่นกัน

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ยังมีกำลังอยู่ เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ เราประเมินว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยบรรดาธนาคารกลางหลัก (กระทบทิศทางเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ระยะยาว และราคาทองคำ) และยังส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย ผ่านความผันผวนของราคาพลังงานและค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง

ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ไม่ว่าจะในปีนี้ หรือ ปีหน้า ซึ่งขึ้นกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED มากนัก แต่การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ และส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังเงินบาทได้ โดยในระยะหลัง บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนตามราคาพลังงาน ที่ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง (Correlation 30 วัน เฉลี่ยสูงกว่า 72% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา) ทำให้เงินบาทยังไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน 

ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในโซน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ อนึ่ง ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เคลื่อนไหวผันผวนสูงพอควรในช่วงที่ผ่านมา และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเป็นระยะๆ ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องไปมาก นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องติดตาม การเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควรเช่นกัน 

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI)เดือนกันยายน และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนตุลาคม ซึ่งผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจต่อ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะ 1 ปี และ 5-10 ปี ในรายงานดังกล่าว ทั้งนี้ ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 99% จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปี 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบยังคงทรงตัวที่ระดับสูง แม้ว่าโฟลว์น้ำมันจากตะวันออกกลางจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น จนเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 1 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีหน้า ส่วน BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ พร้อมกับเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ของยูโรโซน ในเดือนตุลาคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนสิงหาคม ของยูโรโซน เช่นกัน

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 93% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้นอีกราว 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ส่วนทางฝั่งธนาคารกลางอินเดีย (RBI) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า RBI อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 5.50% และมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังอัตราเงินเฟ้อของอินเดียยังคงอยู่ในระดับสูงและมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น ทะลุกรอบเป้าหมายของ RBI อีกทั้ง ในระยะหลัง เงินรูปี (INR) ได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ใกล้จุดอ่อนค่าสุดของปีอีกครั้ง และอาจยิ่งหนุนการปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อได้ 

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกันยายน โดยเรามองว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.17% (+0.6%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.60% ตามผลของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาอาหาร ทั้งในส่วนของเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน รวมถึง ราคาอาหารสำเร็จรูปตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการและอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทว่า การปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าจะช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อบ้าง