PTT จ่อโชว์กำไรไตรมาส 2/69 เติบโตจากแรงหนุนธุรกิจก๊าซและ E&P ขณะที่โบรกยังเชียร์ลงทุน ชูปันผลกว่า 6% พร้อมให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 43 บาท
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีแนวโน้มรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่ง จากแรงหนุนของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ขณะที่นักวิเคราะห์ยังมองหุ้นมีความน่าสนใจจากฐานะการเงินแข็งแกร่งและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่า 6% สะท้อนมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะต่อไป
ชัยพัชร ธนวัฒโน นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตจากไตรมาสก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ที่มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ประเมินว่า ธุรกิจก๊าซจะได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ก๊าซในภาคการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ปริมาณก๊าซที่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซสูงขึ้น รวมถึงความพยายามรักษาความมั่นคงด้านพลังงานท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ปริมาณขายก๊าซเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 4,220 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (MMSCFD)
ขณะเดียวกัน อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 97.1% โดยมียอดขายผลิตภัณฑ์ราว 1.89 ล้านตัน ซึ่งช่วยหนุนผลการดำเนินงานของธุรกิจก๊าซ
นอกจากนี้ กำไรของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ จากปริมาณขายที่สูงเป็นประวัติการณ์และราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวมของ PTT
อย่างไรก็ตาม คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่าค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อผลประกอบการ แต่ได้รับผลกระทบจากการบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งได้รับการชดเชยเพียงบางส่วนจากการกลับรายการขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงที่บันทึกไว้ในไตรมาสแรก
ขณะที่ธุรกิจน้ำมันคาดว่าจะรายงานผลขาดทุนในไตรมาส 2/2569 จากอุปสงค์ที่ชะลอตัว ค่าการตลาดที่ลดลง และผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน หลังราคาน้ำมันปรับตัวลงแรง โดยปริมาณจำหน่ายน้ำมันคาดว่าจะลดลง 15% จากไตรมาสก่อน ภายหลังความต้องการซื้อน้ำมันล่วงหน้าจากความกังวลสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านช่วงปลายไตรมาสแรกและต้นไตรมาสสองคลี่คลายลง
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3 ปี 2569 คาดว่ากำไรปกติของ PTT จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรของธุรกิจ E&P ที่ลดลง หลังมีการเลื่อนแผนหยุดซ่อมบำรุงจากครึ่งปีแรกมาเป็นไตรมาส 3 โดยเฉพาะแหล่งผลิตในอ่าวไทย
อย่างไรก็ตาม ราคาขายเฉลี่ยของธุรกิจ E&P มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จากราคาก๊าซที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 4% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัว จากผลกระทบของขาดทุนสต๊อกน้ำมันที่ลดลง และอุปสงค์ในประเทศที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อีกทั้งค่าการกลั่นของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillate ที่ยังอยู่ในระดับดี จะช่วยสนับสนุนผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่น แม้ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันก็ตาม
ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับหุ้น PTT พร้อมคงราคาเป้าหมายที่ 43 บาท อ้างอิงวิธีการประเมินมูลค่าแบบ Sum-of-the-Parts (SOTP) โดยมองว่าหุ้นยังมีความน่าสนใจด้านความคุ้มค่าการลงทุน (Risk-Reward) เนื่องจากซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ปี 2569 เพียง 0.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 1.2 เท่า
นอกจากนี้ PTT ยังมีจุดเด่นจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 6% รวมทั้งมีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในทุกวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์และศักยภาพการเติบโตของบริษัทอย่างเต็มที่
ศรชัย พิทยาพฤกษ์ นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาด PTT จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 อยู่ที่ประมาณ 33,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 31% จากไตรมาสก่อน โดยมีโอกาสสูงกว่าประมาณการ หากธุรกิจ Trading รับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน และกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงมากกว่าคาด
ทั้งนี้ หากตัดผลกระทบจากรายการพิเศษ ได้แก่ ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนขาดทุนสต๊อกสุทธิและรายการอื่นออก คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ราว 51,164 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 225% YoY และ 80% QoQ สูงกว่าประมาณการเดิม จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแยกก๊าซ รวมถึงธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี
โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากธุรกิจก๊าซ ซึ่งคาดว่า EBITDA จะอยู่ที่ประมาณ 26,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93% YoY และ 58% QoQ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแยกก๊าซที่อัตรากำไรดีขึ้น หลังการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และได้รับแรงหนุนจากราคาผลิตภัณฑ์อ้างอิงที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวในช่วงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ บริษัทลูกยังมีผลประกอบการแข็งแกร่งจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20% YoY และ 15% QoQ ขณะที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น 145-303% YoY และ 12-66% QoQ ส่วนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลัก เช่น โพลีเอทิลีนเพิ่มขึ้น 21-45% YoY และ 51-62% QoQ
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 แม้จะมีการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซ ส่งผลให้กำไรอ่อนตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่คาดว่าจะยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากประโยชน์ของการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ ซึ่งช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบลงราว 17% YoY ประกอบกับราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโรงแยกก๊าซที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ยังสนับสนุนผลประกอบการของธุรกิจ E&P โรงกลั่น และปิโตรเคมี
อย่างไรก็ตาม หากกำไรปกติไตรมาส 2/2569 เป็นไปตามคาด กำไรครึ่งปีแรกจะคิดเป็นประมาณ 71% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ราว 110,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน โดยฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างทบทวนปรับเพิ่มประมาณการกำไรทั้งปี
โดยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น PTT โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 40 บาทต่อหุ้น และอยู่ระหว่างทบทวนปรับเพิ่มประมาณการ เนื่องจากมองว่าธุรกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวทั้งธุรกิจก๊าซที่ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ และธุรกิจโรงกลั่นกับปิโตรเคมีที่ได้แรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัว จากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้าสู่ตลาดน้อยลงและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทั่วโลก ส่งผลให้ค่าการกลั่นอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีทยอยฟื้นสู่ระดับทำกำไรในระยะยาวจากปัจจัยดังกล่าว คาดว่ากำไรปกติของ PTT ในช่วงปี 2569-2571 จะเติบโตเฉลี่ยราว 19% ต่อปี



