วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดร่วง 8.12 จุด ตามภูมิภาคเอเชีย หลัง Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งกดดัน

หุ้นไทยปิดตลาดที่ 1,602.58 จุด ลดลง 8.12 จุด หรือ 0.50% นักวิเคราะห์เผยร่วงตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย หลัง Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นกดดันบรรยากาศการลงทุน

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดที่ 1,602.58 จุด ลดลง 8.12 จุด หรือ 0.50%
  • การปรับตัวลงเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกดดันตลาดหุ้นในเอเชีย
  • นักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้ามีแรงย่อตัวตามตลาดภูมิภาค ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาช่วยพยุงดัชนีในภายหลัง

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (24 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,602.58 จุด ลดลง 8.12 จุด หรือ 0.50% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,609.18 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,599.81 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 68,527.02 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. PTT ราคาปิด 43.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 2.98% มูลค่าการซื้อขาย 9,486.20 ล้านบาท

2. DELTA ราคาปิด 255.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.39% มูลค่าการซื้อขาย 6,537.61 ล้านบาท

3. GULF ราคาปิด 60.50 บาท ลดลง 1.75 บาท หรือ 2.81% มูลค่าการซื้อขาย 3,287.84 ล้านบาท

4. ADVANC ราคาปิด 345.00 บาท ลดลง 1.75 บาท หรือ 0.58% มูลค่าการซื้อขาย 2,933.69 ล้านบาท

5. KBANK ราคาปิด 251.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.57% มูลค่าการซื้อขาย 2,781.84 ล้านบาท

หุ้นไทยปิดร่วง 8.12  จุด ตามภูมิภาคเอเชีย หลัง Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งกดดัน

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ในช่วงเช้ามีแรงย่อตัวตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาช่วยพยุงดัชนี โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้า แต่ทว่าตลาดหุ้นไทยได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปแล้วในระดับหนึ่ง
 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ประเมินแนวรับที่ 1,600 จุด บวกลบอยู่ที่ประมาณ 10 จุด โดยมองว่าฐานบริเวณดังกล่าวยังแข็งแกร่ง และดัชนีไม่น่าปรับตัวลงต่ำกว่า 1,580-1,590 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,620 จุด เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ซึ่งปกติเป็นแรงขับเคลื่อนตลาด เริ่มมีอาการชะลอตัว ทำให้ยังไม่มองเป้าหมายดัชนีไปไกลกว่าระดับดังกล่าว

ส่วนด้านกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในภาวะการหมุนเวียนเม็ดเงินระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมียังคงเป็นกลุ่มนำตลาด มีเม็ดเงินต่างชาติทยอยไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโรงกลั่น

ขณะที่กลุ่มธนาคารและ ICT ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์เริ่มมีแรงขายสลับออกมา หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มพาณิชย์เริ่มชะลอแรงส่งเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า

ส่วน DELTA แม้ในช่วงแรกจะปรับตัวลง แต่ทว่ามีแรงซื้อกลับเข้ามาช่วยพยุงราคา อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังมีลักษณะถดถอยและเป็นปัจจัยกดดันต่อการปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทย

สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามพรุ่งนี้ (25 ก.ย.2569) ได้แก่ การพบปะและเจรจาระหว่างสี จิ้นผิง และประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ โดยเฉพาะความคืบหน้าด้านการค้า รวมถึงประเด็นไต้หวัน และมาตรการกีดกันด้านเทคโนโลยี หลังมีรายงานว่าอาจมีผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีเข้าร่วมการหารือด้วย นอกจากนี้ ต้องติดตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ย.2569) ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังไม่มีประเด็นใหม่ โดยตลาดยังขับเคลื่อนจากการหมุนเวียนของเงินทุนต่างชาติเป็นหลัก

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้น้ำหนักกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งยังเป็นกลุ่มหลักที่นำตลาด ขณะที่กลุ่ม Domestic Play มองว่าสามารถทยอยสะสมได้ โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งมีปัจจัยบวกที่ต้องติดตามในเดือนต.ค. 2569 ทั้งความคืบหน้าแผน PDP รวมถึง Direct PPA และการขับเคลื่อนโครงการ Data Center ที่อาจช่วยปลดล็อกความกังวลและสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ กลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่ม Commerce ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ CRC และ CPN เป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม