ในยุคที่ความผันผวนของโลกกลายเป็นเรื่องธรรมดา ประเด็นด้าน “ความยั่งยืน"(Sustainability) ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงภาพลักษณ์ CSR ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ไปสู่ “กุญแจสำคัญเพื่อความอยู่รอด” ของภาคธุรกิจอย่างเต็มตัว
งาน SET Sustainability Forum ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “พลิกความผันผวนโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของซัพพลายเชน” จึงกลายเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมตกผลึกวิสัยทัศน์และแนวทางปฏิบัติ เพื่อรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก
ไฮไลต์สำคัญบนเวทีเสวนา “รับมือความผันผวนของโลก สร้างซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและยั่งยืน” สะท้อนมุมมองผู้เชี่ยวชาญ 4 ภาคส่วน ซึ่งสะท้อนภาพจริงและทางออกของห่วงโซ่อุปทานไทยในปัจจุบันได้อย่างเห็นภาพ
ดร.สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ประธานกรรมการ และกรรมการอิสระ บริษัท สมบูรณ์ แอ็ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งทำให้ชิ้นส่วนเดิมหายไปเกือบครึ่ง
ประกอบกับข้อจำกัดของไทยที่เป็นเพียง OEM ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี จึงรับแรงกระแทกไปแบบเต็ม ๆ นอกจากนี้ ยังมีภัยวิกฤติที่ไม่คาดคิด อย่างเหตุการณ์เรือขวางคลองสุเอซ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่ทำให้สินค้าส่งออกติดค้างจนต้องปรับแผนสต็อก และการบริหารโลจิสติกส์ใหม่ทั้งหมด
ทางออกเรื่องนี้ ดร.สุทัศน์ เสนอแนวคิด “3 สมบูรณ์” เพื่อสร้างเกราะป้องกัน Resilience ในองค์กร ได้แก่ คนสมบูรณ์ สร้างพนักงานที่ทั้งดีและเก่ง ดูแลสวัสดิการและช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินพนักงาน จะช่วยให้พวกเขามีสมาธิสร้างผลงานเต็มที่
ต่อมาซัพพลายเชนสมบูรณ์ ไม่ยึดติดกับตลาดเดิม แต่ต้องมองหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น อินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถาน สุดท้าย ชุมชนสมบูรณ์ มอง Stakeholders ทั้งหมดเป็นชุมชนเดียวกัน ใช้โมเดล “พี่ช่วยน้อง” พยุงคู่ค้าและคนในอุตสาหกรรมให้รอดไปด้วยกัน
“ถ้าเราช่วยเขาแล้วเขาอยู่ได้ Business เราก็อยู่ได้ด้วย มัน Win-Win อยู่ในตัว” ดร.สุทัศน์ เน้นย้ำ พร้อมติงว่านักธุรกิจไทยควรเลิกมองประเทศเพื่อนบ้านเป็นศัตรู แล้วหันมารวมกลุ่มกันข้ามประเทศเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในระดับสากล
วัณณะวัฒน์ โอภาสวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึง 4 มรสุมหลักที่ SMEs ไทยกำลังเผชิญ คือ Digital/AI Disruption, กฎระเบียบกรีน (เช่น EUDR), สงครามราคาจากสินค้าต่างชาติ และการสร้าง Long-term Resilience
ทั้งนี้ ปัญหาของ SMEs ในการปรับตัวไม่ได้หยุดอยู่แค่ “เรื่องเงิน” แต่ติดขัดใน 3 ขั้นตอน สำคัญ คือ 1.ความตระหนัก มองเห็นความสำคัญและภัยที่กำลังมาถึงหรือยัง 2.องค์ความรู้ รู้หรือไม่ว่าจะปรับตัวอย่างไรด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และ เงินทุน เมื่อมีความพร้อมและองค์ความรู้แล้ว การเข้าถึงเงินทุนจึงจะเกิดขึ้นได้จริง
ณัฐภูมิ เปาวรัตน์ Senior Vice President Group Commercial / Government Liaison บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SCGJWD) ได้ให้มุมมองโลกธุรกิจได้เปลี่ยนผ่านยุค “Just In Time” เข้าสู่ยุค “Just In Case” เต็มตัว จากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และปิดด่านชายแดนเกิดขึ้นตลอดเวลา “โลจิสติกส์คือพลังเงียบด้านหลังที่ทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจเดินหน้าไปได้”
ณัฐภูมิ กล่าวว่า เราได้เสนอโซลูชันการบริหารความเสี่ยง เช่น Multimodal Transport เตรียมแผนสำรองการขนส่งไว้หลากหลายรูปแบบ (รถ-เรือ-ราง-อากาศ) เช่น เมื่อด่านแม่สอดปิด ก็เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางน้ำผ่านท่าเรือระนองไปยังย่างกุ้งแทน
Data Sharing & Collaboration แชร์แพลตฟอร์มเทคโนโลยีกับพาร์ตเนอร์รายย่อย ช่วยจับคู่เที่ยวรถเพื่อลดเที่ยวเปล่า และใช้กำลังซื้อรวม (Bargaining Power) ช่วยเซฟต้นทุนค่าน้ำมันและอะไหล่ให้คู่ค้า และ Green Logistics ปรับตัวรับมาตรการ ESG เช่น EU CBAM ด้วยการติดตั้ง Solar Roof ในคลังสินค้า และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถขนส่ง EV
ปิดท้ายด้วย “กันต์ ถิระวัฒน์” ผู้บริหารสายงานการขาย ธุรกรรมการเงิน กลุ่มงานธุรกรรมการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มาฉายภาพในมุมสถาบันการเงิน โดยระบุหัวใจสำคัญที่ทำให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากคือ “ความไม่โปร่งใสของข้อมูล” โดยเฉพาะเอกสารงบการเงินและใบกำกับภาษี (Invoice)
เพื่อแก้โจทย์นี้ ธนาคารได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ Sustainability เช่น Green Loan, Sustainability-linked Loan (ดอกเบี้ยผันแปรตามเป้าหมาย ESG) และ Transition Loan สำหรับกลุ่มธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
นอกจากนี้ ยังร่วมมือโครงการ “Reinvent Thailand” ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทพี่ใหญ่ช่วยยืนยันความถูกต้องของ Invoice ให้กับ SMEs น้องเล็ก เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและปลอดภัย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลความลับทางการค้า และกรุงศรีฯ ยังใช้เครือข่าย Krungsri ASEAN Link ร่วมกับ MUFG ในการพาผู้ประกอบการไทยขยายตลาดไปสู่กลุ่มอาเซียนอย่างมั่นคง
“การตัดสินใจที่ถูกต้อง ต้องมาจากข้อมูลที่เพียงพอ” การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็ได้พัฒนาระบบ SET Carbon ขึ้นมาเพื่อช่วยจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกอย่างครบวงจร เชื่อมโยงกับภาคธนาคารเพื่อสตรีมไลน์ข้อมูลสำหรับอนุมัติสินเชื่อสีเขียวได้อย่างรวดเร็ว
งาน SET Sustainability Forum 2026 ครั้งนี้ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังภาคธุรกิจไทยว่า “การลุยเดี่ยวไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป” แต่การจับมือกันระหว่าง พี่-น้อง, เอกชน-รัฐ และ สถาบันการเงิน จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนความผันผวนของโลก ให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


