วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดร่วงแรงเฉียด 20 จุด หนักสุดในภูมิภาค DELTA ฉุดดัชนี หลังงบต่ำคาด โบรกแนะสะสมหุ้น Defensive

ตลาดหุ้นไทยร่วงแรง 19.92 จุด ปิดที่ 1,624 จุด ต่ำสุดในภูมิภาค หลัง DELTA งบไตรมาส 2 ต่ำคาดฉุดดัชนี ขณะที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวกดหุ้นพลังงาน ด้านเอเชีย พลัส แนะจับจังหวะ Selective Buy สะสมหุ้น Defensive รับมือความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดร่วงลง 19.92 จุด (1.21%) มาอยู่ที่ 1,624.47 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงหนักที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากหุ้น DELTA ที่ปรับตัวลงแรง 7.17% หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
  • โบรกเกอร์ บล.เอเชีย พลัส แนะกลยุทธ์การลงทุนแบบ Selective Buy โดยเน้นสะสมหุ้นกลุ่ม Defensive ที่อิงปัจจัยในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล และท่องเที่ยว

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (27 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,624.47 จุด ปรับตัวลง 19.92 จุด หรือ 1.21% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,635.87 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,622.64 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 88,483.62 ล้านบาท
 

หุ้นไทยปิดร่วงแรงเฉียด 20 จุด หนักสุดในภูมิภาค DELTA ฉุดดัชนี หลังงบต่ำคาด โบรกแนะสะสมหุ้น Defensive

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

DELTA ราคาปิด 285.00 บาท ลดลง 22.00 บาท หรือ 7.17% มูลค่าซื้อขาย 8,128.70 ล้านบาท

BBL ราคาปิด 194.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.57% มูลค่าซื้อขาย 5,529.40 ล้านบาท

PTT ราคาปิด 39.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.27% มูลค่าซื้อขาย 5,055.99 ล้านบาท

KBANK ราคาปิด 242.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.83% มูลค่าซื้อขาย 4,391.87 ล้านบาท

SCB ราคาปิด 154.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.32% มูลค่าซื้อขาย 4,051.46 ล้านบาท

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับขึ้นโดดเด่นกว่า 1% แต่ทว่าตลาดหุ้นไทยกลับปรับตัวลดลงมากที่สุดในภูมิภาค

ทั้งนี้ปัจจัยกดดันหลักมาจาก 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ DELTA ที่ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ โดยมีกำไรราว 6,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตลาดคาดมากกว่า 8,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับฐานและกดดัชนี SET ลงแรง

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มพลังงานยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงจากระดับประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาอยู่บริเวณช่วงกลาง 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความคาดหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อหุ้นพลังงานซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนีตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวสวนทางตลาด ได้แก่ กลุ่มเปิดเมืองและท่องเที่ยว เช่น AWC CENTEL เและ MINT รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์และเช่าซื้อ อาทิ TTB, SAWAD และ MTC ที่ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย โอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็จะลดลง

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงวันหยุดของตลาดหุ้นไทย 2 วัน มีหลายประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนทั่วโลก ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ในวันที่ 29 ก.ค.2569 เพื่อติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 31 ก.ค.2569 ซึ่งตลาดจับตามาตรการดูแลค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงแตะระดับประมาณ 163 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงประเด็นภาษีนำเข้าที่มีการกล่าวถึงอัตรา 12.5% ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนและอาจเป็นปัจจัยเพิ่มความผันผวนให้กับสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้แนวทาง Selective Buy โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่อิงปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากมีความผันผวนต่ำกว่าตลาดและราคาหุ้นยังปรับขึ้นไม่มาก

สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, BJC และ HMPRO ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการบริโภคในประเทศ ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BH, BDMS และ BCH มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และไตรมาส 3/2569 ผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัว ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว แต่ยังสามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้ โดยเฉพาะ CENTEL และ MINT จากแรงหนุนของการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย