การปิดช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ยกระดับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หนุนราคาน้ำมันทรงตัวสูง ดันหุ้นโรงกลั่น-ปิโตรเคมีบวกยกแผง นำโดย IVL พุ่ง 1.98% ขณะที่โบรกชู IVL เด่นสุดกลุ่ม รับอานิสงส์กำไรฟื้นและโมเมนตัมราคาหุ้นแข็งแกร่ง
KEY POINTS
- การปิดช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยหลักที่สร้างความผันผวนและส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง
- สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในตลาดหุ้นไทย โดยมี 6 หุ้นปรับตัวขึ้น นำโดย IVL ที่ราคาบวก 1.98%
- หุ้นที่ได้รับอานิสงส์และปรับตัวขึ้นรองลงมา ได้แก่ PTTGC (+1.85%), PTTEP (+1.68%), BCP (+1.12%), TOP (+0.78%) และ PTT (+0.64%)
- นักวิเคราะห์มองว่า IVL เป็นหุ้นที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวเด่นและราคาหุ้นมีโมเมนตัมเชิงบวกที่แข็งแกร่งกว่าตัวอื่น
- กลุ่มโรงกลั่นของไทยถูกมองว่าได้รับประโยชน์จากความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบที่มากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต
ความเคลื่อนไหว "ตลาดหุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 23 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมี นำโดย
หุ้น IVL บวก 1.98% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 25.75 บาท
หุ้น PTTGC บวก 1.85% เพิ่มขึ้น 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 41.25 บาท
หุ้น PTTEP บวก 1.68% เพิ่มขึ้น 2.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 151.00 บาท
หุ้น BCP บวก 1.12% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 45.25 บาท
หุ้น TOP บวก 0.78% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 64.75 บาท
หุ้น PTT บวก 0.64% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 39.50 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจัยมหภาคที่มีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันยังคงเป็นประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ในฝั่งคาบสมุทรอาหรับ ของทะเลแดง ที่ทำให้ความผันผวนของราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความสามารถในการบริหารจัดการอุปทานลดลง หากเกิดภาวะขาดแคลนหรือราคาน้ำมันพุ่งสูง
นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การบริหารจัดการอุปทานน้ำมันทำได้ยาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป
สำหรับกลุ่มโรงกลั่นไทย มองว่ายังได้รับอานิสงส์จากความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบมากขึ้น หลังลดการพึ่งพาน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย ทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานลดลงเมื่อเทียบกับอดีต
ด้านหุ้นรายตัวในกลุ่มปิโตรเคมี ประเมินว่า SCC มีผลประกอบการไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่ง คาดกำไรอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 85% จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากทั้งธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ SCGP อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Spread) อาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เนื่องจากอุปสงค์ในเอเชียยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
ส่วน PTTGC ซึ่งมีทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลัง จากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ตลาดบางส่วนเชื่อว่า Spread ปิโตรเคมีอาจยืนได้ตลอดปีจากภาวะสงครามที่กระทบอุปทาน แต่ยังมีมุมมองค่อนข้างระมัดระวัง เพราะอุปสงค์ปลายน้ำยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ขณะที่ IVL เป็นหุ้นที่ชื่นชอบมากที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของส่วนต่างราคา PET และ PTA รวมถึงราคาขายผลิตภัณฑ์ IOD ส่งผลให้กำไรไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า อีกทั้งราคาหุ้นยังปรับตัวทะลุระดับ 25 บาท สะท้อนโมเมนตัมเชิงบวกที่แข็งแกร่งกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ นักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนจากการเก็งกำไร (Trading) ให้เลือก IVL เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวเด่นและราคาหุ้นแข็งแกร่งกว่ากลุ่ม ขณะที่นักลงทุนสายคุณค่าหรือเน้นเงินปันผล แนะนำ SCC เพราะราคาหุ้นยังปรับขึ้นไม่มาก มีโอกาสเป็นหุ้น Laggard ที่น่าสะสม พร้อมรับผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอ
ทั้งนี้ มองว่าหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นหลายตัวปรับตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว ดังนั้นการลงทุนในระยะนี้ควรเน้นการเลือกหุ้นรายตัว โดยใช้กลยุทธ์ Trading ในหุ้นที่มีโมเมนตัมแข็งแกร่ง หรือทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ราคายังฟื้นตัวช้ากว่ากลุ่มเพื่อรับผลตอบแทนระยะยาวและเงินปันผล





