ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 21 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีบวก นำโดย
- หุ้น BCP บวก 2.87% เพิ่มขึ้น 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 44.75 บาท
- หุ้น TOP บวก 1.99% เพิ่มขึ้น 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 64.00 บาท
- หุ้น SPRC บวก 1.62% เพิ่มขึ้น 0.15 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 9.40 บาท
- หุ้น IRPC บวก 0.98% เพิ่มขึ้น 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.18 บาท
- หุ้น PTTEP บวก 0.68% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 147.50 บาท
- หุ้น IVL บวก 0.41% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 24.70 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แนวโน้มหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยสนับสนุน แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป (Crack Spread) จะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569 แต่ทว่าปัจจัยที่เข้ามาช่วยหนุนค่าการกลั่นในช่วงไตรมาส 3-4/2569 การปรับลดลงของ Crude Premium หรือส่วนเพิ่มราคาน้ำมันดิบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบและพยุงผลประกอบการของผู้ประกอบการโรงกลั่นได้
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2569 กลุ่มโรงกลั่นได้รับอานิสงส์จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับสูง แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2/2569 ปัจจัยดังกล่าวเริ่มลดบทบาทลง อย่างไรก็ตาม การอ่อนตัวของ Crude Premium จะเข้ามาชดเชยและเป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลกยังไม่มีแนวโน้มยุติ แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการยกระดับความรุนแรงเพิ่มเติม ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตามอย่างใกล้ชิด และส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นโรงกลั่นอย่าง BCP ที่ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังต่อการลดลงของ Crude Premium
ในส่วนของกลุ่มปิโตรเคมี มองว่าปัจจัยสำคัญยังอยู่ที่อุปสงค์จากประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนยังอยู่ในระดับอ่อนแอ ส่งผลให้ทั้งระดับราคาและปริมาณการผลิตในตลาดปิโตรเคมีและน้ำมันสำเร็จรูปยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อจีนกลับมาเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งจะช่วยให้อุปสงค์และอุปทานกลับเข้าสู่สมดุล และสนับสนุนการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในระยะต่อไป
ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองว่าหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังเหมาะสำหรับการลงทุนในลักษณะ Trading หรือเก็งกำไรระยะสั้น เนื่องจากยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยด้านค่าการกลั่น ราคาน้ำมันดิบ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับหุ้นเด่นกลุ่มพลังงาน ยังคงให้น้ำหนัก PTTEP เนื่องจากมีความผันผวนน้อยกว่า ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของ GRM สต๊อกน้ำมัน หรือ Crude Premium ขณะที่แนวโน้มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในช่วงครึ่งปีหลังยังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการได้ต่อเนื่อง


