วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยร่วง 6.18% โบรกชี้แรงขายหุ้นแบงก์กดดันตลาด-จับตาภาษีสหรัฐฯ

หุ้นไทยร่วง 6.18% โบรกเผยท่ามกลางแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารหลังประกาศงบไตรมาส 2/2569 ขณะที่นักลงทุนยังกังวลความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลง 6.18 จุด (0.37%) โดยมีแรงกดดันหลักมาจากการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคาร
  • ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของกลุ่มธนาคารส่วนใหญ่มีกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้นักลงทุนย้ายเงินไปลงทุนในกลุ่มอื่น
  • นักลงทุนยังคงจับตามาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (Section 301) ซึ่งอาจทำให้ไทยมีความเสี่ยงถูกเก็บภาษี 12.5% และเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับขึ้นของตลาด

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 22  ก.ค.2569 ปรับลง 6.18 จุด หรือ 0.37% อยู่ที่ 1,646.79 จุด มูลค่าการซื้อขาย 15,025.46 ล้านบาท

หุ้นไทยร่วง 6.18% โบรกชี้แรงขายหุ้นแบงก์กดดันตลาด-จับตาภาษีสหรัฐฯ

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยการฟื้นตัวอย่างจำกัด ซึ่งกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ที่แนวรับ 1,640 จุด และแนวต้าน 1,650 จุด เนื่องจากตลาดยังมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่สลับกันเข้ามามีอิทธิพล

ทั้งนี้ ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากการขายทำกำไรในกลุ่มธนาคาร หลังบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ครบถ้วน โดยส่วนใหญ่กำไรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินลงทุนออกจากหุ้นธนาคารไปยังหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้าของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยมาตรการ Section 122 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค.นี้ และคาดว่าจะมีการบังคับใช้มาตรการ Section 301 ต่อเนื่อง ซึ่งไทยอาจเผชิญความเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% ถือเป็นปัจจัยที่ยังจำกัดการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปัจจัยสนับสนุนสำคัญในระยะสั้นมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ในเดือนนี้ ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าตลาดราว 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นไทย ทำให้คาดว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนีในช่วงนี้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและบิทคอยน์ เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยมองว่าสินทรัพย์ทั้งสองประเภทมักให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับมาตรการกำแพงภาษีหรือเหตุการณ์สำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ส่วนหุ้นเด่นแนะนำลงทุน ได้แก่ BCP ซึ่งคาดว่ากำไรมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ PTTEP ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ รวมถึง SIRI ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จึงมองว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน