ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 4 จุด นักลงทุนชะลอการลงทุนรอความชัดเจน สถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่โบรกแนะจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และผลประชุมเฟดสัปดาห์หน้า พร้อมชูหุ้นเด่น 4 ธีมรับปัจจัยเฉพาะตัว
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 4.00 จุด มาอยู่ที่ 1,617.89 จุด เนื่องจากนักลงทุนกังวลสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาด
- โบรกเกอร์แนะนำให้นักลงทุนติดตามการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (9 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,617.89 จุด ลบ 4.00 จุด หรือ 0.25% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,629.21 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,614.50 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 81,291.74 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. PTT ราคาปิด 42.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 6,661.82 ล้านบาท
2. DELTA ราคาปิด 270.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 1.82% มูลค่าการซื้อขาย 4,123.75 ล้านบาท
3. TOP ราคาปิด 70.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท หรือ 4.87% มูลค่าการซื้อขาย 4,087.74 ล้านบาท
4. PTTEP ราคาปิด 154.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 0.98% มูลค่าการซื้อขาย 4,042.37 ล้านบาท
5. PTTGC ราคาปิด 50.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.75 บาท หรือ 7.98% มูลค่าการซื้อขาย 3,971.66 ล้านบาท
พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล. บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะแกว่งตัวในกรอบแคบ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในภาวะ Wait and See เพื่อรอความชัดเจนของปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังมีการปะทะต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบกลับมาปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น ได้แก่ การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ และการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยระยะสั้นที่ 1,615-1,625 จุด ส่วนกรอบบนในช่วงสัปดาห์นี้ถึงสัปดาห์หน้าอยู่ที่บริเวณ 1,650 จุด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ โดยมี 4 ธีมหลัก ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและมาตรการกระตุ้นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง กลุ่มการแพทย์และโรงพยาบาลที่ได้ประโยชน์จากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยมี BH และ BDMS เป็นหุ้นเด่น
ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้าได้แรงหนุนจากความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่มีความคืบหน้า แม้ก่อนหน้านี้จะได้รับผลกระทบจากการชะลอหรือเลื่อนโครงการ Data Center แต่ยังมองเป็นการเติบโตระยะยาวของไทย จึงมองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นเป็นจังหวะทยอยสะสม
ขณะที่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่ช่วยพยุงพอร์ตและดัชนีตลาดหุ้นไทย จากโครงสร้างตลาดที่มีหุ้นในกลุ่มดังกล่าวจำนวนมาก โดยหุ้นเด่น ได้แก่ TOP, PTT, PTTEP และ PTTGC





