วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

บลจ.ยูโอบี ชี้สัญญาณหุ้นไทยฟื้นตัวรอบใหม่ ลุ้น EPS ทะลุ 100 บาท

บลจ.ยูโอบี ชี้หุ้นไทยสัญญานฟื้นชัด รับแรงหนุนกำไร บจ. โตต่อเนื่อง 6ไตรมาส ลุ้น EPS ทะลุ 100 จุด ชูเป้าดัชนีปีนี้ 1,650 จุด รับอานิสงส์เม็ดเงินต่างชาติหมุนเข้าหุ้น Old Economy แนะสะสมหุ้นไทย 30–40% เน้นหุ้นปันผลรับดาต้าเซ็นเตอร์และพลังงานสะอาด

KEY POINTS

  • บลจ.ยูโอบี มองว่าหุ้นไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเพื่อการฟื้นตัวรอบใหม่ หลังจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตแข็งแกร่งติดต่อกัน 6 ไตรมาส
  • คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสสูงที่จะเติบโตทะลุระดับ 100 บาทได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
  • ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ในระยะ 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ 1,650 จุดในกรณีฐาน โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเด่นคือ พลังงาน ธนาคาร และนิคมอุตสาหกรรม

นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ UOBAM เปิดเผยว่า การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงนี้ ประเมินว่าเป็นการพักฐานระยะสั้น ตามการเคลื่อนไหวตามแนวโน้มของตลาดต่างประเทศ เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวลดลงเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยนักลงทุนกำลังรอความชัดเจนจากการประชุมเฟด (Fed) และการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดในขณะนี้

แต่อย่างไรก็ดี  แนวโน้มในอนาคตมีโอกาสที่หุ้นไทยจะดีดตัวกลับมาเป็นขาขึ้นได้ หากสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกกลับเข้าสู่สภาวะ Risk On อีกครั้ง ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย  มองว่า  หุ้นไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Earnings Turning Point) หลังจากที่เคยปรับตัวลงและผันผวนตลอด 3 ปีที่ผ่านมาจากการหดตัวของกำไร โดยปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งด้วยการเติบโตของกำไรติดต่อกันถึง 6 ไตรมาส ซึ่งปรากฏการณ์เติบโตยาวนานเช่นนี้เคยเกิดขึ้นล่าสุดในช่วงปี 2553–2554 และปี 2546-2549 เท่านั้น

นอกจากนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเฉลี่ยราว 90 บาทมาโดยตลอด แต่ในปีนี้มีโอกาสสูงมากที่ EPS จะเติบโตทะลุระดับ 100 บาทได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่สำคัญการเติบโตของกำไรไม่ได้กระจุกตัว แต่กระจายตัวไปในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่ได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันและค่าส่วนต่าง (Spread) ของปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น

เปิด 3 ฉากทัศน์เป้าดัชนี SET—มอง Base Case ที่ 1,650 จุด

สำหรับเป้าหมายดัชนี SET Index ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า บลจ.ยูโอบี ได้ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) โดยให้น้ำหนักกับกรณีฐานมากที่สุด

Base Case (กรณีฐาน - ให้น้ำหนักสูงสุด): เป้าหมาย 1,650 จุด ประเมินบนเงื่อนไขสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศแม้จะยืดเยื้อแต่สามารถคลี่คลายลงได้ภายในช่วงปลายปี ขณะที่ปัจจัยการเมืองภายในประเทศ รัฐบาลสามารถบริหารจัดการและผ่านพ้นประเด็นต่างๆ ไปได้

Bull Case (กรณีดีที่สุด): เป้าหมาย 1,750 จุด ตั้งบนสมมติฐานที่สงครามยุติลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทันที การลงทุนฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด และรัฐบาลสะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองสูง

Worst Case (กรณีแย่ที่สุด): เป้าหมาย 1,540 จุด หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อรุนแรงจนดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน กระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับรัฐบาลประสบปัญหาด้านเสถียรภาพ

ธีมเด่น พลังงาน-แบงก์-นิคมฯ รับกระแส Old Economy

นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมถึงปัจจัยหนุนรายอุตสาหกรรมว่า ขณะนี้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มเห็นสัญญานหมุนเวียน (Rotate) ออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมายังกลุ่ม Old Economy ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นและมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์อย่างชัดเจน ได้แก่

กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) ได้รับอานิสงส์สำคัญจากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ ที่ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากปัจจุบันราว 54 GW เพิ่มเป็น 250 GW ภายในปี 2050 ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล มุ่งเน้นไปที่พลังงานสะอาด (Renewable Energy) ทั้งโซลาร์และลม โดยมีแก๊สเป็นกำลังหลัก ส่งผลบวกต่อทั้งหุ้นสาธารณูปโภคขนาดใหญ่และหุ้นพลังงานสะอาดขนาดเล็ก

กลุ่มธนาคาร (Banking Sector) ยอดปล่อยสินเชื่อ (Loan Growth) เริ่มกลับมาเป็นบวกในไตรมาสล่าสุด หลังจากติดลบหรือทรงตัวมานานกว่า 3 ปี โดยสินเชื่อที่ฟื้นตัวกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอร์ปอเรตขนาดใหญ่ (Large Corporate) ที่ลงทุนในโครงการ Data Center ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไทยได้รับอานิสงส์เป็นผู้ปล่อยกู้สูงถึง 70–80% คาดการณ์ Loan Growth รวมปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3% (+/-)

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estates) ได้ประโยชน์เต็มที่จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากไต้หวัน ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center

มองเศรษฐกิจ K-Shape คาด กนง. ลดดอกเบี้ยปีหน้า 1 ครั้ง

ในเชิงมหภาค ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงมีลักษณะ K-Shape คือ มีความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคอร์ปอเรตขนาดใหญ่ที่เติบโตได้ดี กับภาคครัวเรือนและ SME ที่ยังเผชิญความกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่ House View ของ บลจ.ยูโอบี มองว่าในปีหน้า มีโอกาสที่ ธปท. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง (เหลือ 2.25%) เพื่อช่วยบรรเทาภาระของภาคครัวเรือนและ SME แม้ว่าภาพรวม GDP จะยังเติบโตได้ก็ตาม

ชูกลยุทธ์จัดพอร์ต ลุยหุ้นไทย 30–40% พร้อมกองทุนเรือธง

บลจ.ยูโอบี แนะนำให้นักลงทุนแบ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยไว้ประมาณ 30–40% ของพอร์ตหุ้นทั้งหมด โดยใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่าง "หุ้นปันผล" เพื่อสร้างความยืดหยุ่นลดความผันผวน ควบคู่กับ "หุ้นเติบโต"

สำหรับกองทุนแนะนำของ UOBAM ประกอบด้วย 3 เรือธงหลัก (Flagships) ที่ครอบคลุมทุกสไตล์การลงทุน 

กองทุน UOBSDF (เน้นหุ้นปันผล): เน้นลงทุนในหุ้นที่มีอัตราจ่ายเงินปันผลสูง มีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มธนาคารราว 40% ตั้งเป้าหมาย Dividend Yield ของพอร์ตไว้ที่ 6–7% บริหารเชิงรุก (Dynamic) ปรับทัพตามฤดูกาลจ่ายปันผล ทั้งนี้ กองทุนมีการ Underweight หุ้น BBL เล็กน้อยเนื่องจาก Loan Growth ฟื้นตัวช้ากว่าธนาคารใหญ่อื่น

กองทุน TEF (เน้นความยืดหยุ่น All-Cap): บริหารจัดการแบบ All-Cap มีความยืดหยุ่นสูง ปรับน้ำหนักได้ทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก เพื่อจับโอกาสเติบโตจากหุ้นกลุ่ม Growth ที่ได้รับอานิสงส์จาก Data Center และอิเล็กทรอนิกส์

เรือธง 3 สไตล์: ตอบโจทย์นักลงทุนด้วยกองทุนเน้นปันผล (SDF), กองทุนเน้นภาพรวมและความยืดหยุ่น (TEF) และกองทุนเน้นหุ้นคุณค่า (Value)