"หุ้นไทย" เช้านี้ (21 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,651.45 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.45 จุด หรือ 0.33% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากผลประกอบการไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น KBANK, KTB และ SCB
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (21 ก.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,651.45 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.45 จุด หรือ 0.33% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,657.55 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,642.28 จุด และมี มูลค่าซื้อขาย รวม 53,545.33 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- KBANK ราคาปิด 234.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.68% มูลค่าซื้อขาย 4,890.35 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 68.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.12% มูลค่าซื้อขาย 3,917.21 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 42.00 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.59% มูลค่าซื้อขาย 3,728.80 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 157.00 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.95% มูลค่าซื้อขาย 2,993.59 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 39.00 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.64% มูลค่าซื้อขาย 2,305.85 ล้านบาท
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ได้รับอานิสงส์ต่อเนื่องจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า ตลอดจนปัจจัยหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของกลุ่มธนาคารที่ออกมาดีกว่าคาด
ปัจจัยต่างประเทศ พัฒนาการระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยกระดับเป็นสงครามยืดเยื้อเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ดี หลายประเทศที่เป็นกลางพยายามเสนอให้มีการหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพ แต่ยังคงไม่มีการตอบรับจากทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 86-92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังคงขยับขึ้นอีกเล็กน้อย
ขณะที่คาดการณ์ดัชนีในวันนี้ (21 ก.ค.) มีแนวโน้มแกว่งตัวทางบวก ในกรอบแนวรับ 1,640 จุด แนวต้าน 1,655 จุด โดยมีปัจจัยต้องติดตาม ได้แก่ การประกาศผลประกอบการของธนาคารขนาดใหญ่ ทั้ง KBANK, SCB และ BBL ที่จะประกาศในวันนี้ หากออกมาดีกว่าคาดจะเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการลงทุนเพิ่มเติม รวมทั้งเป็นเครื่องชี้นำผลประกอบการในภาคเศรษฐกิจจริงที่จะทยอยประกาศตามออกมา
กลยุทธ์การลงทุน คาดการณ์ EPS ตลาดปี 2569 ปรับขึ้นจาก 96 บาท เป็น 98-100 บาท โดยหากอ้างอิงระดับอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิที่ 17 เท่า คาดว่าดัชนีมีโอกาสไต่ระดับสู่ 1,680-1,700 จุด ซึ่งเป็นแนวต้านหลักทางเทคนิค ยังคงแนะนำกลุ่มหุ้นที่เน้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ และเลือกลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ถึงครึ่งหลังของปี 2569 แข็งแกร่ง
ให้ SCGP เป็นหุ้นเด่น จากคาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 1.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี จากการฟื้นตัวของปริมาณขาย อัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น และการปรับราคาขาย





