ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 21 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มแบงก์ ร่วงยกแผง นำโดย
- หุ้น BAY ร่วง 7.10% ลดลง 3.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 42.50 บาท
- หุ้น TCAP ร่วง 3.02% ลดลง 2.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 72.25 บาท
- หุ้น CREDIT ร่วง 2.88% ลดลง 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 25.25 บาท
- หุ้น TISCO ร่วง 2.26% ลดลง 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 130.00 บาท
- หุ้น TTB ร่วง 2.03% ลดลง 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.99 บาท
- หุ้น BBL ร่วง 1.72% ลดลง 3.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 199.50 บาท
- หุ้น KBANK ร่วง 1.68% ลดลง 4.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 234.00 บาท
- หุ้น SCB ร่วง 1.26% ลดลง 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 156.50 บาท
- หุ้น LHFG ร่วง 0.77% ลดลง 0.01 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.29 บาท
- หุ้น KTB ร่วง 0.59% ลดลง 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 42.00 บาท
- หุ้น KKP ร่วง 0.46% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 109.00 บาท
ธนวัฒน์ รื่นบันเทิง หัวหน้านักวิเคราะห์ บล. ทิสโก้ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มธนาคารในวันนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงลบ แต่ทว่าเป็นแรงขายทำกำไรตามธรรมชาติของตลาด หลังนักลงทุนรับรู้ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 แล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงก่อนการประกาศผลประกอบการ นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างคาดหวังว่างบไตรมาส 2/2569 ของกลุ่มธนาคารจะออกมาแข็งแกร่ง ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวขึ้นล่วงหน้าและสะท้อนความคาดหวังดังกล่าวไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่เมื่อผลประกอบการทยอยประกาศออกมา พบว่าส่วนใหญ่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์เชิงบวกเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น KBANK ที่ผลประกอบการออกมาตามประมาณการของนักวิเคราะห์ ส่งผลให้นักลงทุนเลือกใช้จังหวะดังกล่าวในการขายทำกำไร เนื่องจากไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุนราคาหุ้นต่อในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ภาพของแต่ละธนาคารยังมีความแตกต่างกัน โดยบางแห่งที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด เช่น TTB และ KKP ราคาหุ้นยังสามารถเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่ากลุ่ม แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถต้านทานแรงขายทำกำไรที่เกิดขึ้นในหุ้นกลุ่มธนาคารโดยรวมได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากราคาหุ้นกลุ่มธนาคารหลายตัวปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว หากตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันและปรับฐานต่อ แนะนำให้ Wait and See หรือรอประเมินสถานการณ์ก่อน โดยรอให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงสู่ระดับที่น่าสนใจมากขึ้น แล้วจึงทยอยเข้าสะสม
ขณะเดียวกัน การคัดเลือกหุ้นควรให้น้ำหนักกับธนาคารที่ยังมี Dividend Upside หรือมีโอกาสปรับเพิ่มการจ่ายเงินปันผลในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นได้ แม้ในช่วงที่การเติบโตของกำไรอาจไม่ได้โดดเด่นมากนัก
อย่างไรก็ตาม KBANK เป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าสนใจ เนื่องจากมีโอกาสเห็นการจ่ายเงินปันผลสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่ TTB และ KKP ก็เป็นอีกสองธนาคารที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มการจ่ายเงินปันผลเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่นักลงทุนควรติดตาม


