“นักวิเคราะห์” มองร่างแก้ไข พ.ร.ฎ สวัสดิการข้าราชการ และแนวคิดให้ข้าราชการรุ่นใหม่ใช้ประกันร่วมจ่ายแทนสิทธิเดิม ช่วยหนุนกำไรและยอดขายประกันเอกชนเพิ่มขึ้นได้ แม้รายได้อาจไม่โตมากจากจำนวนข้าราชการใหม่มีน้อย-มีทางเลือกอื่น ส่วนพื้นฐานธุรกิจประกันครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตด้วยยอดเคลมประกันลดลง-รายได้ลงทุนเพิ่ม แนะเป็นหุ้นทางเลือกปันผลสูง
“ตฤณ สิทธิสวัสดิ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ข้อเสนอในร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของกรมบัญชีกลาง ที่จะมีการ "ควบคุมการเบิกจ่าย" ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงแนวคิดการสนับสนุนให้ข้าราชการรุ่นใหม่เปลี่ยนมาใช้ประกันในลักษณะร่วมจ่าย (Co-payment) แทนสิทธิข้าราชการ เพื่อเป็นการลดงบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการภาครัฐนั้น
มองว่าหากเกิดขึ้นจริงจะทำให้มีจำนวนผู้ซื้อประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น เป็นบวกต่อธุรกิจประกันทั้งบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI และบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA
นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดช่องสำหรับประกันสุขภาพในลักษณะร่วมจ่ายทั้งในส่วนของกรมธรรม์ใหม่และที่ต่ออายุ ทำให้บริษัทประกันขนาดใหญ่หลายแห่งทยอยยุติหรือปรับเงื่อนไขการขายแบบเหมาจ่ายแบบเดิม เพื่อลดผลกระทบจาก "ยอดเคลม" ที่สูง
สะท้อนผ่านยอดเคลมประกันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ลดลงต่อเนื่อง จากเกณฑ์เบิกจ่ายที่เข้มงวด ต้องเตรียมเอกสารเยอะขึ้น และลูกค้าประกันเพิ่มความระมัดระวัง ส่งผลให้ "กำไรเติบโตขึ้น" ทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน จากค่าใช้จ่ายธุรกิจลดลง
อีกทั้งในไตรมาส 2 ปี 2569 ธุรกิจยังได้ประโยชน์จากรายได้จากการลงทุน หลังผลตอบแทนหุ้นกู้และพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางผลตอบแทนพันธบัตร หรือ บอนด์ยีลด์
ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 คาดว่าธุรกิจประกันภัยจะเติบโตขึ้นในทุกมิติ ทั้งจากจำนวนคนซื้อประกันภัยเพิ่มขึ้นเพื่อหวังนำมาลดหย่อนภาษี รวมถึงแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
สวนทางกับค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามยอดเคลม ทำให้มองว่ากลุ่มประกันภัยเป็นธุรกิจที่มีฐานกำไรมีเสถียรภาพ เป็นอีกทางเลือกในการลงทุนที่ให้ปันผลสูงนอกเหนือจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ด้านนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านการลงทุน บล. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองที่ระมัดระวังมากกว่าโดยกล่าวว่า การสนับสนุนประกันสุขภาพแบบร่วมจ่ายในหมู่ข้าราชการใหม่อาจไม่ได้เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธุรกิจประกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขายอาจไม่ได้เติบโตขึ้นมากพิจารณาจากจำนวนข้าราชการใหม่มีน้อย
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาตามสัดส่วน กลุ่มลูกค้าประกันสุขภาพอาจไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับประกันในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ประกันสะสมทรัพย์หรือประกันชีวิตควบการลงทุน เนื่องจากมีทางเลือกอื่น ๆ อย่างสิทธิบัตรทองและสิทธิประกันสังคมรองรับ แต่ประโยชน์ของการใช้ประกันในลักษณะร่วมจ่ายอาจหนุนให้กำไรของกลุ่มดีขึ้นได้ในแง่ของค่าใช้จ่ายจากยอดเคลมประกันที่ลดลง แม้รายได้จะไม่ได้เติบโตมาก
แนวโน้มไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คาดว่าธุรกิจมีทิศทางทรงตัว ได้ประโยชน์จากยอดเคลมประกันต่ำลง และรายได้จากการลงทุนเพิ่มขึ้นตามบอนด์ยีลด์ จากการหมุนเวียนพอร์ตลงทุนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 10 ของพอร์ตทั้งหมด ซึ่งได้ดอกเบี้ยดีขึ้นราว 0.2-0.5%
มองไปข้างหน้า แม้ธุรกิจประกันภัยทั้ง TLI และ BLA ในช่วงครึ่งปีหลังจะมียอดขายที่ทรงตัว แต่จะมีกำไรที่เติบโตขึ้นจากยอดเคลมที่ลดลง ปัจจุบันหุ้นกลุ่มประกันภัยมีความน่าสนใจมากขึ้นจากการเปลี่ยนนโยบายการจ่ายปันผล โดยหันมาให้ปันผลที่สูงขึ้นคล้ายกับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เพื่อดึงดูดนักลงทุน


