“หุ้นกลุ่มประกัน” กลับมาเป็นธีมการลงทุนที่น่าจับตาในปีนี้ จากสัญญาณเข้าสู่ช่วงปลายวัฏจักร “ดอกเบี้ยขาลง” และการฟื้นตัวของ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร” (Bond Yield) สอดรับภาพรวม “การลงทุน” เริ่มสะท้อนการสลับบทบาทจาก “กลุ่มไฟแนนซ์” ที่ยังเผชิญแรงกดดันทาง “เศรษฐกิจ” มาสู่ “หุ้นประกัน” ที่ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ย
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นกลุ่มประกันเริ่มกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น จากการเข้าใกล้ช่วงสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมการดำเนินธุรกิจประกัน
ทั้งนี้ในส่วนของการปรับโครงสร้างเบี้ยประกัน เช่น การนำระบบ Co-payment มาใช้ จะช่วยสนับสนุนคุณภาพกำไรของบริษัทประกัน ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลกที่เข้าใกล้จุดเปลี่ยน ส่งผลให้มุมมองต่อการลงทุนในกลุ่มประกันปีนี้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี และสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวกลับสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อ ซึ่งการเติบโตของธุรกิจต้องพึ่งพาการลดต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการขยายสินเชื่อ แต่ทว่าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การปรับลดต้นทุนทำได้จำกัด ขณะที่การเร่งปล่อยสินเชื่อทำได้ยาก ส่งผลให้กลุ่มไฟแนนซ์ยังเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง
“ภาพรวมการลงทุนปีนี้สะท้อนการสลับบทบาทระหว่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์อย่างหุ้นประกัน กับกลุ่มไฟแนนซ์ที่ยังต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนและภาวะเศรษฐกิจ”
“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มประกันเริ่มกลับมา “โดดเด่น” จากการเข้าสู่ช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในกลุ่มนี้
ทั้งนี้ หุ้นประกันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบอนด์ยีลด์ระยะยาว โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่ใช้เป็นอัตราคิดลดในการคำนวณมูลค่าหนี้สิน เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับสูงขึ้นจะช่วยลดมูลค่าหนี้สิน และส่งผลบวกต่อฐานะการเงินของบริษัทประกัน ปัจจัยหนุนมาจากการออกพันธบัตรใหม่ท่ามกลางปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณ ทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง
ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.85% จากประมาณ 1.5% ในช่วงปลายปีก่อน และมีโอกาสทดสอบระดับ 2.0% แม้การปรับขึ้นอาจเป็นไปอย่างจำกัดหลังตลาดรับรู้ข่าวการออกพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไปบางส่วนแล้ว
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มประกันยังมีความน่าสนใจในระยะสั้นถึงกลางตามการฟื้นตัวของบอนด์ยีลด์ แต่ระยะสั้นอาจมีความผันผวนจากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้ง นักลงทุนจึงควรติดตามทิศทาง Yield Curve อย่างใกล้ชิด
“ตฤณ สิทธิสวัสดิ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มหุ้นกลุ่มประกันในปีนี้มีทิศทางสดใส จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่ใกล้สิ้นสุดและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เริ่มขยับสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งผลการดำเนินงานและผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทประกัน
ทั้งนี้ กำไรจากธุรกิจประกันมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการทยอยปรับเบี้ยประกันให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการนำเทคโนโลยีและระบบชำระเงินเข้ามาช่วยบริหารต้นทุน ทำให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานดีขึ้นและหนุนกำไรสุทธิในปีนี้
ด้านผลตอบแทนการลงทุนมีทิศทางฟื้นตัวจากทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน โดยการลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรมีโอกาสให้ผลตอบแทนดีขึ้นหลังผ่านช่วงลดดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว และการผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนเปิดทางให้บริษัทประกันชีวิตเพิ่มสัดส่วนในหุ้นปันผลสูง ช่วยเสริมผลตอบแทนรวมของพอร์ต





