วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘กลุ่มรพ.’ รับอานิสงส์ประกันร่วมจ่าย ชงแก้สวัสดิการขรก. หนุนเอกชนจำกัด

“นักวิเคราะห์” มองร่างแก้ไข พ.ร.ฎ. สวัสดิการข้าราชการฉบับใหม่หนุน "หุ้นไทย" กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนจำกัด จากสิทธิเดิมครอบคลุมค่ายานอกบัญชีดีกว่าบัตรทองและประกันสังคม ไม่จูงใจออกจากโรงพยาบาลรัฐ แต่หากดันระบบ “ประกันสุขภาพร่วมจ่าย” ได้จริง จะดึงกลุ่มข้าราชการวัยทำงานเข้าโรงพยาบาลเอกชนเพิ่ม หนุน BDMS, BCH และ CHG ที่เครือข่ายกว้าง-ฐานลูกค้าประกันสูง

กรณีกรมบัญชีกลางได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ซึ่งมีข้อเสนอที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1. สถานพยาบาลที่เข้าร่วมจะต้องเบิกจ่ายสิทธิค่ารักษาโดยตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น 2. เปิดทางให้ครอบครัวเลือกใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมแทนสิทธิข้าราชการได้ แต่เลือกแล้วห้ามเปลี่ยนกลับ 3. ตัดสิทธิหากตรวจพบการทุจริต และ 4. สถานพยาบาลต้องมีความโปร่งใสในการสั่งจ่ายยา โดยเน้นการสั่งจ่ายในบัญชียาหลักแห่งชาติ

“มินทรา รัตยาภาส” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวอาจเป็น "โรงพยาบาลรัฐ" มากกว่า "โรงพยาบาลเอกชน" เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐขึ้นบัญชีเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางอยู่แล้ว ทำให้ไม่ว่าผู้ป่วยข้าราชการหรือครอบครัวจะเข้ารับการรักษาที่แผนกใดก็สามารถทำธุรกรรมผ่านระบบและใช้สิทธิได้ทันที

ผิดกับโรงพยาบาลเอกชนที่ขึ้นทะเบียนเบิกจ่ายเฉพาะบางศูนย์การรักษา เช่น ศูนย์มะเร็ง ศูนย์โรคไต หรือศูนย์หัวใจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อกำหนดว่าจะต้องเข้ารักษาและเบิกตรงเฉพาะสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน ผู้ป่วยข้าราชการที่เป็นโรคทั่วไปอาจเลือกโรงพยาบาลรัฐเป็นอันดับแรก 

อีกด้านหนึ่งการมีทางเลือกให้เปลี่ยนไปใช้สิทธิประกันสังคมหรือสิทธิบัตรทอง อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์อย่างที่รัฐบาลคาดหวัง เนื่องจากปราศจากแรงจูงใจ ด้วยเหตุว่า "สิทธิข้าราชการ" มีข้อจำกัดในแง่บัญชียาน้อยกว่าสิทธิประกันสังคมหรือบัตรทอง เพราะครอบคลุมค่าใช้จ่ายยานอกบัญชียาหลักโดยผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ขณะที่สิทธิบัตรทองและประกันสังคม มีแนวทางการรักษาที่เน้นความคุ้มค่าโดยจะจำกัดการสั่งจ่ายยาให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติและเน้นการใช้ยาสามัญเป็นด่านแรก

เมื่อรัฐเปิดโอกาสให้ครอบครัวข้าราชการเลือกย้ายไปสิทธิอื่นได้แต่ห้ามเปลี่ยนกลับ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือคิดว่าจะต้องใช้ยาแพงในอนาคตจะไม่มีแรงจูงใจในการสละสิทธิข้าราชการ และไม่ได้ช่วยลดงบค่ารักษาพยาบาลในกลุ่มโรคค่าใช้จ่ายสูงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

เพิ่มเข้มงวดสั่งจ่ายยานอกบัญชี ชู 'ร่วมจ่าย'

เพื่อแก้ไขปัญหา รัฐบาลมีแนวโน้มจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของสิทธิข้าราชการในอนาคตผ่านการเพิ่มความเข้มงวดในการสั่งจ่ายยานอกบัญชี เปลี่ยนจากการที่ "รัฐจ่ายให้ทั้งหมด" มาสนับสนุนให้ข้าราชการทำประกันเสริม (top-up insurance) ในลักษณะร่วมจ่าย (co-payment) ให้ครอบคลุมส่วนต่างราคายาที่เพิ่มเติมเข้ามา

โดยมาตรการดังกล่าวหากเกิดขึ้นจริง มองว่าอาจหนุนให้มีการเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้นได้ เนื่องจากช่วยดึงดูดกลุ่มข้าราชการวัยทำงานและครอบครัวที่มีกำลังซื้อให้หันมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น จากความสะดวกของระบบเบิกจ่ายตรงผ่านประกันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสดล่วงหน้า

“ถ้าในอนาคตรัฐบาลปรับเกณฑ์เข้มงวดจนสิทธิเบิกตรงของโรงพยาบาลรัฐไม่ครอบคลุมค่ายานอกบัญชี แต่โรงพยาบาลเอกชนรองรับการเบิกส่วนต่างได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย แบบนี้ก็จะเป็นบวกกับโรงพยาบาลเอกชน ทำให้มีผู้ป่วยเข้ารักษาเพิ่มขึ้นได้”

ลูกค้าประกันอาจไม่ใช่ 'แกนรายได้หลัก' ของรพ.

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สิทธิข้าราชการส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และมักเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงประกันสุขภาพหรือถูกปฏิเสธความคุ้มครอง ส่งผลให้โรงพยาบาลเอกชนได้รับประโยชน์จากผู้ป่วยข้าราชการวัยทำงานที่ประกันยอมให้ความคุ้มครองเท่านั้น ส่วนข้าราชการสูงอายุส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาระบบโรงพยาบาลรัฐต่อไป

ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าที่ใช้วิธีเบิกจ่ายประกันสุขภาพยังอยู่ในระดับต่ำ โดย BDMS อยู่ที่ประมาณ 39% ขณะที่ BCH, CHG, PR9 อยู่ที่ราว 25% และ BH อยู่ที่ 22% จึงมองว่าแม้โรงพยาบาลเอกชนจะมีผู้ป่วยมากขึ้นจากการที่ผู้ป่วยหันมาใช้ประกันเอกชน แต่รายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ

ในภาพรวมการส่งเสริมประกันแบบร่วมจ่ายทำให้เรามองเชิงบวกว่าอาจจะส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนในหุ้น “กลุ่มโรงพยาบาล” ได้บ้าง แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลังจากนี้

'ร่วมจ่าย' หนุนผู้ป่วยใช้รพ.เอกชน

“ถกล บรรจงรักษ์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การแก้ปัญหาสวัสดิการข้าราชการที่ใช้งบประมาณสูงถึง 90,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการผลักดันให้ข้าราชการทำประกันสุขภาพแบบร่วมจ่าย ทดแทนการใช้สิทธิข้าราชการเพียงอย่างเดียวนั้น มองว่าเป็นบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่จะได้รับประโยชน์หลังมีการกระจายผู้ป่วยข้าราชการมาจากโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น

ทั้งนี้ สิทธิสวัสดิการข้าราชการเดิมจะเน้นการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีจำนวนมากและต้องรอรับการรักษาเป็นเวลานาน การถือประกันสุขภาพเสริมจะช่วยทลายข้อจำกัดการสำรองจ่ายล่วงหน้ากรณีใช้ยานอกบัญชียาหลัก ด้วยการใช้สิทธิประกันเบิกตรงกับโรงพยาบาลเอกชนได้ทันที ทำให้ผู้ป่วยข้าราชการบางส่วนอาจย้ายออกจากระบบโรงพยาบาลรัฐ และเข้าสู่โรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น

ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลบวกต่อโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนลูกค้าประกันสุขภาพสูง เช่น BDMS, BCH, CHG โดดเด่นกว่ากลุ่ม เนื่องจาก BDMS มีศูนย์การรักษาโรคซับซ้อนที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่วน BCH และ CHG มีเครือข่ายโรงพยาบาลในชานเมืองและต่างจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ข้าราชการและครอบครัวอาศัยอยู่จำนวนมาก