จับตาปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟครั้งใหญ่ ดันแผน “พีดีพีใหม่” พ่วงนิวเคลียร์ขนาดเล็ก สะเทือน “กลุ่มโรงไฟฟ้า” ระยะสั้นแต่ปลดล็อกยาว “บล.หยวนต้า” ชี้ตรึงค่าไฟงวดปลายปี 69 ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย คาดผลกระทบจำกัด “บล.กสิกรไทย” มองระยะสั้นตรึงค่าไฟสร้าง “แรงกดดัน” ต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP “บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล” มองบวกเหตุยังคงเป็นระดับเอื้อต่อธุรกิจ
รัฐบาลเดินหน้า “ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า” ครั้งใหญ่ ตั้งเป้าลดค่าไฟผ่านมาตรการสำคัญ ทั้งการปรับสูตรค่าไฟ การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี การรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟ และการแก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พร้อมผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและเปิดทางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ขณะที่ กกพ. ยังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็นการตรึงค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. 2569 ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
นายธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าและแผน PDP ฉบับใหม่ เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะกลาง-ยาว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงและบริหารต้นทุนก๊าซได้ดี
อีกประเด็นสำคัญคือการแยกโครงสร้างค่าไฟระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับครัวเรือน ซึ่งจะทำให้ค่าไฟภาคอุตสาหกรรมสะท้อนต้นทุนก๊าซได้มากขึ้น ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP โดยเฉพาะ GPSC ที่มีโอกาสบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน คาดรัฐจะตรึงค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค.2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย แม้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อาจเสนออัตราที่สูงกว่าตามต้นทุน แต่ผลกระทบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าจะจำกัด เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติผ่านจุดสูงสุดและเริ่มมีแนวโน้มลดลง
ด้านแผน PDP ฉบับใหม่ คาดจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) พร้อมมีแนวโน้มขยายอายุสัญญาโรงไฟฟ้า IPP เดิมอีก 5-10 ปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่ากิจการและกำไรโดยไม่ต้องลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่
ทั้งนี้ ภายใต้ปัจจัยดังกล่าว หุ้นเด่นในกลุ่มยังคงเป็น GULF, GUNKUL และ GPSC โดย GULF มีจุดแข็งจากการพึ่งพารายได้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบต้นทุนก๊าซจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนโรงไฟฟ้า SPP เพียง 5-10% ของกำลังผลิต
ขณะที่ GUNKUL ได้อานิสงส์จากการขยายพลังงานหมุนเวียนและไม่มีความเสี่ยงจากต้นทุนก๊าซ ล่าสุดคว้าโครงการโรงไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ 784 เมกะวัตต์ พร้อมโอกาสขยายเฟส 2 อีก 224 เมกะวัตต์ หนุนกำไรระยะยาว อีกทั้ง เตรียมประมูลงาน EPC มูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาทในไตรมาส 3 และ GPSC คาดกำไรไตรมาส 2 ฟื้นตัวจากการกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้า GEG เต็มกำลัง พร้อมมีโอกาสรับโครงการใหม่จากแผน PDP ทั้งโรงไฟฟ้า IPP และ SMR รวมถึงแผนนำธุรกิจในอินเดียเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนระยะกลาง
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า แม้ภาครัฐมีแนวคิดปรับโครงสร้างและตรึงค่าไฟ เนื่องจากระดับค่าไฟที่คาดไว้ 3.95-4.73 บาทต่อหน่วย ยังเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและสะท้อนต้นทุนพลังงานได้เหมาะสม ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติแม้ยังผันผวน แต่คาดว่าจะทรงตัวในระยะนี้ จึงไม่น่ากดดันผลประกอบการของกลุ่มโรงไฟฟ้า
นอกจากนี้ มีการหารือปรับโครงสร้างค่าไฟแบบสองอัตรา (Two Rates) โดยอาจให้กลุ่ม Data Center และผู้ใช้ไฟฟ้าบางประเภทจ่ายในอัตราสูงขึ้น ขณะที่ภาคครัวเรือนได้รับอัตราที่ต่ำกว่า เพื่อให้สะท้อนต้นทุนและดูแลค่าครองชีพควบคู่กัน ซึ่งกลุ่มโรงไฟฟ้ายังได้อานิสงส์จากเมกะเทรนด์ AI และ Data Center ที่หนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และอิเล็กทรอนิกส์
ด้านผลประกอบการ หากอัตราค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับกรอบบนใกล้ 4.73 บาทต่อหน่วย จะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าทั้งกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ผ่านรายได้และอัตรากำไรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
สำหรับหุ้นเด่นของกลุ่มยังคงให้น้ำหนักการลงทุนสูงสุดกับ GULF โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 72.50 บาท เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ และเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจและการเติบโตของกำลังการผลิต ขณะที่ BGRIM และ GPSC เป็นอีกสองบริษัทที่น่าจับตา โดยคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากระดับค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ Data Center
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการตรึงค่าไฟที่ 3.95 บาทต่อหน่วย กดดันหุ้นโรงไฟฟ้าระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่ม SPP อย่าง GPSC และ BGRIM ขณะที่ประเด็นที่ต้องติดตามคือแนวทางชดเชยของภาครัฐและผลกระทบต่อค่า Ft
อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซ LNG ที่เริ่มปรับลดลงจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า แต่ผลบวกจะทยอยสะท้อนในผลประกอบการหลังราว 1 ไตรมาส ขณะที่การลดค่าไฟยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อและเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
โดยในระยะกลาง-ยาว มองกลุ่มโรงไฟฟ้ายังมีแนวโน้มเชิงบวก จากความชัดเจนของแผน PDP ที่คาดว่าจะออกภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนและมูลค่าหุ้นกลุ่ม Utility ในระยะต่อไป
“การตรึงค่าไฟยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มกำลังซื้อ และสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง”


