‘วิทัย’ เปิดบทบาท ธปท.เทียบ ‘เฟด’ ชี้ไทยต้องสวม 2 หมวก ทั้งดูแลนโยบายการเงินและกำกับสถาบันการเงิน เหตุโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นระบบ Bank-Based ขณะที่การลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด จึงต้องเดินหน้าดูแลปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงิน
KEY POINTS
- 'วิทัย' ชี้ ธนาคารกลางไทยมีบทบาท 2 ด้าน ดูแลนโยบายการเงิน-กำกับดูแลสถาบันการเงิน แตกต่างจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เน้นนโยบายการเงินเป็นหลัก
- ชี้เครื่องมือนโยบายการเงินของไทยมีข้อจำกัด "ดอกเบี้ยนโยบาย" เป็นเครื่องมือหลัก
- ธปท. ชี้ต้องใช้บทบาทด้านการกำกับดูแลเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือน การช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเนื่องในงาน “มิติหุ้น” ภายใต้หัวข้อ “Capital Purpose” ว่า หากพูดถึงเศรษฐกิจในภาพรวม สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการทำให้จีดีพีเติบโต แต่ต้องเป็นการเติบโตที่ทั่วถึง(Inclusive)
และท่ามกลางวิกฤติหลายด้านที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องอาศัยการจัดสรรเงินทุนผ่านสถาบันการเงินทุกประเภท ทั้งธนาคารและ Non-bank รวมถึงตลาดทุน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อภาคธุรกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
แบงก์ชาติไทยต้องสวม 2 หมวก
โดยบทบาทของธนาคารกลางว่า ที่ผ่านมาอาจมีการเปรียบเทียบบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยกับธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Fed แต่โครงสร้างและบทบาทมีความแตกต่างกัน
Fed มีหน้าที่หลักด้านนโยบายการเงิน ผ่านเครื่องมือ เช่นดอกเบี้ยนโยบาย การบริหารปริมาณเงิน มาตรการ QE และการกำหนด Reserve Requirement
ขณะที่ประเทศไทย รวมถึงหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารกลางต้องสวมหมวก 2 ใบ คือ นอกจากดูแลนโยบายการเงินแล้ว ยังต้องกำกับดูแลสถาบันการเงินด้วย และบทบาทด้านการกำกับสถาบันการเงินนี้กลายเป็นกลไกที่มีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน
สำหรับนโยบายการเงินไทย ปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือ โดยเครื่องมือหลักที่มีประสิทธิภาพจริงคือ “ดอกเบี้ยนโยบาย”
ส่วนการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน (FX)สามารถทำได้ในขอบเขตจำกัด เนื่องจากมีข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯเรื่องการไม่บิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทำได้คือการลดความผันผวนของค่าเงิน
ขณะที่มาตรการ QE ไม่สามารถนำมาใช้ในลักษณะเดียวกับสหรัฐฯ เนื่องจากดอกเบี้ยระยะยาวของไทยอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้ว หากอัดฉีดปริมาณเงินเข้าไป เงินจะถูกดูดซับกลับมายังธปท.ผ่านตลาด RP ตามกลไกตลาดของธนาคารพาณิชย์ ทำให้การเพิ่ม Money Supply ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ลดดอกเบี้ย แต่เงินไม่ถึงคนกู้
ทั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นระบบที่พึ่งพาธนาคารเป็นหลัก หรือ Bank-Based Economy แตกต่างจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็น Capital-Based Economy ทำให้ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมีข้อจำกัด
เมื่อ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%ธนาคารพาณิชย์จะส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เช่น MLR และ MRR ได้ประมาณ 40% หรือราว 10-11 สตางค์ หรือ 0.10-0.11%เท่านั้น
ขณะเดียวกัน แม้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่ครัวเรือนที่มีหนี้สูงก็ไม่ได้มีกำลังที่จะกู้เพิ่ม ขณะที่ SME จำนวนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ทำให้นโยบายการเงินไม่สามารถกระตุ้นอุปสงค์ได้เต็มที่
ดังนั้น ธปท.จึงต้องปรับเข็มทิศเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่าน 4 เรื่องสำคัญ
ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SME และรายย่อย การสร้างความเป็นธรรมในการคิดค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย และการป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินเป็นทางผ่านของเงินเทาและมิจฉาชีพ
โดยเป้าหมายหลักของ ธปท. ยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1-3% โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศไม่กี่แห่งที่เข้าสู่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาก
เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นไปถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อไทยจึงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย โดยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนรุนแรงเหมือนประเทศอื่นที่เริ่มต้นจากฐานเงินเฟ้อสูง
เสถียรภาพระบบการเงินแข็งแรง แต่เศรษฐกิจโตต่ำ
สำหรับ เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ระบบธนาคารไทยมีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio อยู่ที่ 20% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 10% ถึงเท่าตัว
แม้กำไรของธนาคารจะอยู่ในระดับสูง แต่หากพิจารณากำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM จะพบว่าผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2567 และกำลังอยู่ในทิศทางขาลง
ขณะที่ระบบการชำระเงินของไทย เช่น QR Code และ PromptPay ได้รับการยอมรับว่าอยู่ในระดับ World Class และช่วยลดต้นทุนให้กับประชาชนจากบริการที่ไม่มีค่าธรรมเนียม
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวล คือแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% หลังปี 2540 ลดลงมาเหลือ 5.3% และหลังวิกฤติการเงินโลกเหลือ 3.7% ขณะที่หลังโควิดเหลือเพียง 2.4% และปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโต 2.3%
การเติบโตที่ลดลงส่งผลให้รายได้ของคนในประเทศเติบโตไม่ทันกับรายจ่าย และนำไปสู่ปัญหาหนี้สินเรื้อรังทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าต้องเข้าไปประคับประคองให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่ดูเฉพาะเรื่องเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว
อีกปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ “การจัดสรรเงินทุนผิดพลาด” หรือ Misallocation of Capital โดยประเทศไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินที่ไหลกลับมาพักที่ธปท.ทุกวันสูงถึง 6 ล้านล้านบาท แต่เงินจำนวนนี้ไม่ได้ถูกจัดสรรไปยังหน่วยธุรกิจที่ต้องการ โดยเฉพาะ SME
ข้อมูลก่อนปี 2019 พบว่า SME เคยมีส่วนช่วยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ Contribution to Growth ถึง 1.9% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 1% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีสัดส่วน Contribution to Growth ที่ 1.6% เท่าเดิม
ดังนั้น เวลานี้ SME ไทยกำลังเผชิญกับการปรับตัวที่ยากลำบาก ทั้งต้นทุนการผลิตที่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีน และการถูก Disruption จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาตัดตัวกลางออกไป
ขณะที่สินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 16 ไตรมาส สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่เริ่มกลับมาเป็นบวก 6.6%
เมื่อพิจารณา SME ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด 30% แรก พบว่าเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ที่มีประสิทธิภาพในระดับเดียวกันเข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 63%
สิ่งที่น่ากังวลคือ SME ที่มีศักยภาพเหล่านี้ไม่สามารถใช้เงินทุนตัวเองหรือออกหุ้นกู้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการเติบโต
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ธปท.ได้เริ่มโครงการทดสอบ “Credit Boost” โดยนำเงินจากกองทุน FIDF ประมาณ 20,000 ล้านบาทมาร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อสร้างกลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่
ในช่วงทดลองสามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วกว่า 70,000 ล้านบาท และมีแผนขยายเป็นโครงการระยะยาว โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีละ 100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับกลไกของ บสย. จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินในระบบได้ถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ธปท.ยังผลักดัน “Data Bureau” โดยนำข้อมูลทางเลือก หรือ Alternative Data เช่น ข้อมูลการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ และข้อมูลจากภาครัฐ มาใช้ช่วยประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อ แทนการพิจารณาเฉพาะงบการเงินหรือหลักประกันแบบเดิม
นอกจากนี้พบว่า ธุรกิจใหม่ที่มีอายุ 0-5 ปี ซึ่งมักมีกำไรสูงกว่าธุรกิจเก่า กลับเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยมากเพียง 11% เนื่องจากไม่มีประวัติเครดิตและหลักประกัน
ดังนั้น การใช้ Data จะช่วยให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ หรือ Efficient แต่ขาดโอกาส สามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น
- Non-bank โตเร็ว ต้องสร้างความเป็นธรรม
สำหรับบทบาทของ Non-bank ในการจัดสรรเงินทุนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยอดสินเชื่อเพิ่มจาก 2.8 แสนล้านบาท เป็น 4.7 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี และปัจจุบันบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันถึง 75% อยู่ภายใต้การดูแลของ Non-bank
ธปท.จึงต้องเข้ามาดูเรื่อง “ความเป็นธรรม” มากขึ้น ตัวอย่างเช่น กรณีผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตทั้ง Nano Finance ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ย 33% และ Personal Loan ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ย 25% แต่กลับให้ลูกค้ากู้ในอัตราที่สูงกว่าทั้งหมด โดยไม่ได้ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของการกู้
รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้บัตรเครดิตสำหรับกลุ่มที่จ่ายขั้นต่ำต่อเนื่อง หรือ Persistent Debt ให้เปลี่ยนมาเป็นการผ่อนชำระที่มีดอกเบี้ยต่ำลงที่ 8-10% เพื่อให้สามารถปิดหนี้ได้จริง
อีกเรื่องคือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมี NPL ต่ำ แต่มีการคิดดอกเบี้ยเสมือนสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทั้งที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกันความเสี่ยง





