หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวบวก นำโดย PTTEP พุ่ง 1.42% หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันโลกปรับขึ้น โบรกฯ มอง PTTEP ได้อานิสงส์เต็มที่จากธุรกิจต้นน้ำ แนะเก็งกำไรระยะสั้น พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 165 บาท
KEY POINTS
- หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานปรับตัวขึ้น โดย PTTEP นำกลุ่มบวก 1.42% ตามด้วย SPRC (+1.24%), IRPC (+1.04%) และ PTTGC (+0.72%)
- นักวิเคราะห์จาก บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล ระบุว่า สาเหตุมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นหลังเหตุลอบสังหาร ซึ่งเพิ่มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
- สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพตลาดพลังงานโลก และเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับตัวสูงขึ้น
- โบรกเกอร์แนะนำกลยุทธ์ "เทรดดิ้ง" ในระยะสั้น โดยยกให้ PTTEP เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากเป็นธุรกิจต้นน้ำที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และไม่มีความเสี่ยงขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss)
ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 14 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มโรงกลั่นบวก นำโดย
- หุ้น SPRC บวก 1.24% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 8.15 บาท
- หุ้น PTTEP บวก 1.42% เพิ่มขึ้น 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.00 บาท
- หุ้น PTTGC บวก 0.72% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 34.75 บาท
- หุ้น IRPC บวก 1.04% เพิ่มขึ้น 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.94 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับอีกครั้ง หลังเกิดเหตุลอบสังหารซึ่งเพิ่มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้กลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นต้นน้ำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่ได้รับแรงซื้อโดดเด่นกว่ากลุ่ม
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดรอบนี้แตกต่างจากช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเพียงการกระทบกระทั่งเป็นระยะ แต่ทว่าครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับของความขัดแย้งอย่างชัดเจนจากเหตุลอบสังหาร ส่งผลให้นักลงทุนกลับมากังวลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนราว 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันทั่วโลก หากความขัดแย้งลุกลามหรือส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานและเป็นแรงหนุนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่าทั้งหุ้นกลุ่มต้นน้ำและกลุ่มโรงกลั่นได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น แต่ทว่าในระยะสั้นแนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนในลักษณะ "เทรดดิ้ง" โดยเลือก PTTEP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เนื่องจาก PTTEP เป็นผู้ประกอบธุรกิจต้นน้ำ จึงได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และไม่มีความเสี่ยงจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) เหมือนกับผู้ประกอบการโรงกลั่น ซึ่งยังต้องเผชิญความผันผวนของต้นทุนน้ำมันและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมาย PTTEP ที่ 165 บาท พร้อมมองว่าหุ้นพลังงานจะยังเคลื่อนไหวตามทิศทางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันโลกเป็นหลักในระยะสั้น โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มพลังงานต่อจากนี้





