"หุ้นไทย" วันนี้ (10 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,627.90 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.35 จุด หรือ 0.39% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากฟันด์โฟลว์ไหลเข้าในหุ้นขนาดใหญ่ และมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลงในไม่ช้า
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (10 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,627.90 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.35 จุด หรือ 0.39% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1,631.00 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 1,611.00 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 73,692.88 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- SCB ราคาปิด 158.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.28% มูลค่าซื้อขาย 5,553.76 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 37.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.67% มูลค่าซื้อขาย 4,892.26 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 41.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.23% มูลค่าซื้อขาย 3,860.62 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 233.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.43% มูลค่าซื้อขาย 3,762.88 ล้านบาท
- PTTEP ราคาปิด 141.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 1.08% มูลค่าซื้อขาย 3,381.43 ล้านบาท
นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในทางบวกจากฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าในกลุ่มบิ๊กแคปอย่าง PTT และ KBANK
ปัจจัยต่างประเทศ ตลาดมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ความขัดแย้งมีแนวโน้มเป็น "การโจมตีเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง" มากกว่าจะเป็นการยกระดับสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบเหมือนในช่วงที่ผ่านมาโดยคาดว่าทั้งสหรัฐและอิหร่านจะมีการเดินหน้าเจรจาตามกรอบระยะเวลาที่วางไว้ จึงยังคงภาพของการลงทุนอยู่ในธีม "ลดระดับความรุนแรง" (Deescalation)
ปัจจัยในประเทศ ตลาดจับตาการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ในกลุ่มธนาคาร ซึ่งมี TISCO เป็นธนาคารแรก โดยตัวแปรที่สำคัญได้แก่ NPL และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ทั้งนี้ สำหรับ TISCO คาดว่าตลาดจะมีท่าทีเชิงบวก
ขณะที่วันพรุ่งนี้ (14 ก.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,610-1,606 จุด แนวต้าน 1,637 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งยังมีความไม่แน่นอน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐในวันพรุ่งนี้ และการประกาศงบการเงินไตรมาส 2
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำกลุ่มที่อิงกับธีมการลงทุนภาครัฐ รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และโรงไฟฟ้า


