"หุ้นไทย" เช้านี้ (13 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,622.04 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.49 จุด หรือ 0.03% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่องจากปัจจัยบวกด้านมาตรการและการเร่งลงทุนภาครัฐ ส่วนกลุ่มพลังงานได้อานิสงส์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นช่วยพยุงดัชนี
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (13 ก.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,622.04 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.49 จุด หรือ 0.03% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,626.07 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,613.60 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 43,048.67 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- PTT ราคาปิด 37.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 4,072.01 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 158.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.28% มูลค่าซื้อขาย 3,148.25 ล้านบาท
- PTTEP ราคาปิด 141.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.43% มูลค่าซื้อขาย 2,236.22 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 235.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.29% มูลค่าซื้อขาย 2,205.96 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 41.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.84% มูลค่าซื้อขาย 2,097.89 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หุ้นไทย ช่วงที่ผ่านมาได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ หรือ ฟันด์โฟลว์ ที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียโดยเป็นการซื้อสุทธิในทุกประเทศ ยกเว้นเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยมีผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 12 จาก 13 วันทำการ
ปัจจัยต่างประเทศ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามที่สลับผันผวน โดยประเทศอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐจะหยุดแทรกแซง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้นที่ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี หรือบอนด์ยีลด์ ดีดตัวขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ระดับ 4.6%
อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะมีการเจรจาต่อภายใต้กรอบข้อตกลง 60 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ค. นี้ ส่งผลให้ภาพรวมหลักยังคงถูกมองเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในระยะสั้นถึงระยะกลาง
ปัจจัยภายในประเทศ มีทิศทางเชิงบวกจากการเร่งลงทุน โดยรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้ตั้งเป้าหมายดึงเงินลงทุนในโครงการ Thailand Fast-pass ปี 2569 ให้แตะระดับ 1 ล้านล้านบาท ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกกว่า 7.77 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มนิคมฯ, กลุ่มไฟฟ้า, กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, และกลุ่มสื่อสาร
ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (13 ก.ค.) คาดแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,612 - 1,606 จุด และแนวต้าน 1,627 - 1,637 จุด ได้หุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งมีสัดส่วน 20% ของมูลค่าตลาดช่วยพยุงดัชนี
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองในสัปดาห์นี้ ได้แก่ เจรจาระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ในวันที่ 14 ก.ค. การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐ ในเดือน มิ.ย. ปี 2569 ตลอดจนการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐ เช่น ASML และ TSMC รวมถึงไทย
กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำกลุ่มพลังงาน, โรงกลั่น, ปิโตรเคมี, ธนาคารพาณิชย์, ประกันภัย และกลุ่มที่เน้นการฟื้นตัวจากปัจจัยภายในประเทศ โดยมีหุ้นเด่น ได้แก่ PTT จากธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มฟื้นตัว ถัดมาคือ PTTEP รับประโยชน์จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระยะสั้น ส่วน KBANK รับอานิสงส์จากการลงทุนที่เร่งตัว





