ตอนนี้กลุ่มนักลงทุนกำลังเริ่มกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI ในตลาดเกิดใหม่ หลังจากหุ้น 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ AI อย่าง TSMC , Samsung Electronics และ SK Hynix มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 30% ในดัชนี MSCI Emerging Markets และหากนับรวมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหมด จะพบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 45% ของดัชนีตลาดเกิดใหม่
หุ้นบิ๊กเทค 3 บริษัท ได้เข้ามามีอิทธิพล และขับเคลื่อนผลตอบแทนของตลาดในสัดส่วนที่มากเกินไป ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องเผชิญกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงสุดในรอบ 6 ปี และหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง ท่ามกลางความกังวลว่าผู้ให้บริการระบบคลาวด์อาจสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI มากเกินความต้องการ
เรื่องนี้สะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวในสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ Samsung Electronics จะรายงานผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นได้
รวมทั้ง สัญญาณที่ว่าผู้พัฒนา AI กำลังเตรียมส่งชิปที่พัฒนาขึ้นเองลงสู่ตลาด ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าการลงทุนในระบบ AI อาจเติบโตเร็วกว่าความต้องการใช้งานจริง
ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงแล้ว 20% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โดยแรงเทขายที่ถาโถมเข้ามาหลายระลอกส่งผลให้ตลาดต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker เพื่อระงับการซื้อขายชั่วคราวอยู่บ่อยครั้ง
กองทุนโลกเริ่ม ‘กระจายความเสี่ยง’
บริษัทจัดการกองทุนหลายแห่ง เช่น JPMorgan Asset Management และ Grantham Mayo Van Otterloo & Co. กำลังหันไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ที่กว้างขึ้น เช่น ธุรกิจเกม พลังงาน หรือแม้กระทั่งบริษัทผลิตนมในเวียดนาม เช่น JPMorgan AM กำลังมองหาโอกาสในตลาดอินเดีย และจีน
ความกังวลว่าราคาหุ้นเริ่มแพงเกินไป และการพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีที่มากเกินไป ทำให้วิลเลียม แลม หัวหน้าฝ่ายหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ของ Invesco ตัดสินใจลดสัดส่วนการถือหุ้น Samsung Electronics ในกองทุนหุ้นเอเชียของบริษัทลงมากกว่า 60% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยโยกเงินก้อนนี้ไปลงทุนในบริษัทอื่นๆ ของเกาหลีใต้ที่ไม่ได้ผูกติดกับภาคเทคโนโลยี
"ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การแข่งขัน การขยายกำลังการผลิต และกลไกปกติของอุตสาหกรรม มักจะเข้ามาลดทอนผลตอบแทนลงเมื่อเวลาผ่านไป" แลม กล่าว
ด้านผู้จัดการกองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock Inc. กำลังพยายามสร้างความสมดุลในการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยี ด้วยการกระจายไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา AI เช่น พลังงาน, วัสดุก่อสร้าง, โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภค
อิกอน วาฟเรก หัวหน้าทีมตลาดเกิดใหม่ และเอเชีย ระบุว่า วิธีนี้เป็นแนวทางในการช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนในหุ้น AI โดยตรง
โยกเงินลงทุนหา "หุ้นจีน"
ขณะเดียวกัน หุ้นเทคโนโลยีจีน กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐได้บีบให้จีนต้องสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของตนเองขึ้นมา โดยมีบริษัทในประเทศอย่าง SMIC และ Huawei เป็นศูนย์กลาง
มาร์ก เดวิดส์ หัวหน้าฝ่ายหุ้นตลาดเกิดใหม่ และเอเชียแปซิฟิกของ JPMorgan AM มองว่า ปัจจัยดังกล่าวทำให้ "หุ้นจีน" เป็นทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงการเติบโตของ AI ควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงออกจากกลุ่มบริษัทผู้ผลิตชิปชั้นนำของโลก
โอลิเวอร์ เชล (Oliver Shale) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจาก Ruffer มองว่า "บริษัทเทคโนโลยีของจีนคือ ผู้รอดชีวิตจากการแข่งขันทางวิวัฒนาการที่ดุเดือด จากการมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีงบดุลที่สมบูรณ์ และมีฐานลูกค้าภายในประเทศที่มั่นคง"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


