วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปิดใจที่แรก! 'ผู้กำกับ 3 บก.ปอศ.' เล่าเบื้องหลังสอบ 'สุภาพร' ไขปมรายงาน 246-2 หุ้น TRUE

กรณีการปรากฏชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" ในแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) จนสร้างความสนใจและข้อสงสัยในแวดวงตลาดทุน นำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ล่าสุดความคืบหน้าของการตรวจสอบเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เบื้องต้นได้เรียกเข้ามาสอบถ้อยคำบุคคลดังกล่าวแล้ว
 

พันตำรวจเอก วิญญู แจ่มใส ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" เป็นที่แรกถึงความคืบหน้าคดีกล่าวว่า "สุภาพร พิมพงษ์" ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว โดยเป็นการเชิญตัวจาก ก.ล.ต. เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาว่า มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์หรือไม่
 

โดยจากการสอบถามเบื้องต้น "สุภาพร พิมพงษ์" ให้การว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เธอเข้าใจว่ามีการหักเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทยของตนเองเพื่อนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนต่างประเทศเป็นประจำ หรือ DCA จึงเชื่อมาตลอดว่าตนเองเป็นผู้ถือครองหลักทรัพย์ดังกล่าว

ต่อมาเมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปหลายปีและต้องการตรวจสอบสิทธิในการรับเงินปันผล จึงได้ติดต่อสอบถามไปยัง ก.ล.ต. เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการในฐานะผู้ถือหุ้น โดยได้รับคำแนะนำว่าหากมีการถือครองหลักทรัพย์ก็ต้องดำเนินการรายงานข้อมูลการถือครองตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

หลังจากนั้น "สุภาพร" ได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานการถือหุ้นต่างประเทศผ่านทางอินเทอร์เน็ต และพบข้อมูลของ Thai NVDR จึงเข้าใจว่าเป็นช่องทางหรือฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ที่ตนถืออยู่ เมื่อพบข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น จึงได้นำข้อมูลดังกล่าวมากรอกในแบบรายงาน โดยเข้าใจว่าเป็นหลักทรัพย์ของตนเอง

พันตำรวจเอก วิญญู กล่าวต่อไปว่า คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ผู้ให้ข้อมูลชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดว่า สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีการถือครองหลักทรัพย์ในต่างประเทศตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่

สำหรับสถานะของคดีในขณะนี้ "ผู้กำกับการ 3 บก.ปอศ." ยืนยันว่า ยังไม่ถือเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ เนื่องจาก ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายหลักทรัพย์ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมด หากภายหลังเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิด จึงจะเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษมายัง บก.ปอศ. เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย

"ขณะนี้ตำรวจยังไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะยังไม่มีการร้องทุกข์จาก ก.ล.ต. ดังนั้นทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ก.ล.ต. หากหน่วยงานดังกล่าวเห็นว่ามีมูลความผิด จึงจะส่งเรื่องมายังตำรวจเพื่อดำเนินการต่อ" 

ในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับ "สุภาพร พิมพงษ์" เบื้องต้นทราบว่ามีอายุ 38 ปี ส่วนอาชีพยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากแหล่งอาชีพไม่ชัดเจน และจากแนวทางการสืบสวนที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นหรือเครือข่ายที่ร่วมดำเนินการ จึงเชื่อว่าเป็นการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับขั้นตอนการรายงานข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะยังคงตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด ทั้งเส้นทางการลงทุน เอกสารที่เกี่ยวข้อง และแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมากรอกในแบบรายงาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

ด้าน ทนายความของ "สุภาพร พิมพงษ์" ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นที่ลูกความอ้างว่ามีการลงทุนหรือถือครองหลักทรัพย์ในต่างประเทศจริงหรือไม่ รวมถึงจะรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่ปรากฏข้อมูลการถือหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE นั้น พันตำรวจเอก วิญญู ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวยังเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต. ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลที่มีการรายงานนั้นถูกต้องหรือไม่ และมีผลกระทบต่อระบบการเปิดเผยข้อมูลของตลาดทุนหรือไม่ ซึ่งตำรวจยังไม่สามารถลงรายละเอียดในประเด็นดังกล่าวได้ในเวลานี้

พันตำรวจเอก วิญญู กล่าวย้ำว่า ความคืบหน้าของเรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของ ก.ล.ต. เป็นสำคัญ ว่าการกรอกข้อมูลการถือครองหุ้นดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิด หรือมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลและเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หาก ก.ล.ต. มีความเห็นว่ามีมูลความผิด ก็จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ บก.ปอศ. เพื่อให้ตำรวจรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้านนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บก.ปอศ.เป็นอย่างดีในการเร่งรัดกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จนนำมาสู่การให้ถ้อยคำของผู้รายงาน

ทั้งนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียดได้ และหากมีความคืบหน้า ก.ล.ต. จะเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบต่อไป

และขอย้ำว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน จึงมีกระบวนการทั้งการระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรการที่คำนึงถึงความสำคัญในการเปิดเผยสารสนเทศต่อสาธารณะ