สรุปไทม์ไลน์ "สุภาพร พิมพงษ์" บุคคลปริศนาที่ “อุปโลกน์” ข้อมูลซื้อขายหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท ผ่านแบบรายงาน 246-2 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) จน TRUE ต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนว่า ธุรกรรมดังกล่าว “ไม่มีอยู่จริง” สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงตลาดทุน ทำให้ ก.ล.ต. ต้องเปิดแถลงข่าวชี้แจงในเช้าวันนี้ (9 ก.ค.2569)
สรุปไทม์ไลน์ "สุภาพร พิมพงษ์"
1) 15 มิ.ย.2569 - มีการทำรายการซื้อหุ้น
ตามแบบรายงาน 246-2 ระบุว่า "สุภาพร พิมพงษ์" ได้มาซึ่งหุ้น TRUE เพิ่มอีกประมาณ 3.2174% ของสิทธิออกเสียง จากเดิมที่มีอยู่ ทำให้ถือรวม 7.0992%
หากข้อมูลนี้ถูกต้อง จะทำให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TRUE ทันที
2) 2 ก.ค.2569 - รายงาน 246-2 ถูกเปิดเผย
ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านระบบเปิดเผยข้อมูลของ ก.ล.ต.
สาระสำคัญคือ
- ชื่อผู้ถือหุ้น : สุภาพร พิมพงษ์
- ถือหุ้นรวม 7.0992%
- ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 ของ TRUE
- มูลค่าหุ้นตามราคาตลาดประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ทำให้ทั้งตลาดตกใจ เพราะไม่เคยมีใครรู้จักชื่อนี้มาก่อน
3) ตลาดเริ่มตั้งคำถาม
หลังข้อมูลออกมา มีคำถามหลายเรื่อง เช่น
- สุภาพรคือใคร
- เป็นนักลงทุนรายใหม่จริงหรือไม่
- เป็น nominee หรือถือแทนใครหรือไม่
- เงินลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาทมาจากไหน
- ซื้อผ่านใคร
สื่อ และนักวิเคราะห์จึงเริ่มตรวจสอบข้อมูล
4) พบว่ารายการเกี่ยวข้องกับ UBS
จากแบบรายงานพบว่า รายการเกี่ยวข้องกับ UBS Group AG
ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า
- เป็นการโอนหุ้นผ่าน custodian หรือไม่
- เป็นธุรกรรมของลูกค้ารายใหญ่
- หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนผู้รับฝากทรัพย์สิน
แต่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
5) TRUE ออกมาชี้แจงทันที
จุดพลิกของเรื่องเกิดขึ้นตรงนี้ TRUE ระบุว่า ข้อมูลในแบบ 246-2 อาจคลาดเคลื่อน
เหตุผลสำคัญคือ
- รายงานมีการอ้างอิง หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Shares)
- แต่ TRUE ยืนยันว่า ปัจจุบันบริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิแล้ว
- และไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้ประชาชนทั่วไป
จึงทำให้บริษัทสงสัยว่าข้อมูลอาจผิดพลาด และอาจทำให้นักลงทุนเข้าใจผิด
6) TRUE ส่งหนังสือถึง ก.ล.ต.
- ขอให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบข้อมูล
- ขอให้ตรวจสอบผู้ยื่นรายงาน
- ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด
พร้อมยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด จึงต้องเร่งตรวจสอบ
7) ตลาดหลักทรัพย์เข้ามาติดตาม
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า
- กำลังประสานงานกับ TRUE
- ขอข้อมูลจากโบรกเกอร์
- ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับ ก.ล.ต.
- ยังไม่เห็นว่ากระทบต่อระบบตลาดโดยรวม แต่ต้องหาสาเหตุว่าข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างไร
8) 9 ก.ค.2569 - ก.ล.ต. แถลงผลตรวจสอบเบื้องต้น
หลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานแบบ 246-2 ของ "สุภาพร พิมพงษ์" ก.ล.ต. เปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นครั้งแรก
ผลตรวจสอบเบื้องต้นพบ "ข้อมูลผิดปกติหลายจุด"
ก.ล.ต. ระบุว่า มีการยื่นรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ รวม 7 รายการ ใน 6 บริษัทจดทะเบียน โดยเป็นการรายงานย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2564
จากการตรวจสอบพบว่าข้อมูล ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง หลายประเด็น ได้แก่
- ไม่พบชื่อผู้รายงานในทะเบียนผู้ถือหุ้น
- ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงาน ไม่มีอยู่จริงในช่วงเวลาที่ระบุ
- จำนวนหลักทรัพย์ที่แจ้ง ไม่ตรงกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง
ด้วยเหตุนี้ ก.ล.ต. จึงขึ้นสถานะเตือนผู้ลงทุน และ ถอดข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของนักลงทุน
9) ก.ล.ต. ยืนยัน ระบบ 246-2 ไม่ได้ถูกแฮ็ก
ระบบรับรายงาน 246-2 ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัยตามปกติ
โดยผู้ยื่นรายงานต้องผ่านขั้นตอน เช่น
- ยืนยันตัวตนกับฐานข้อมูลกรมการปกครอง
- รับรหัส OTP
- รับรองความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งรายงาน
หมายความว่า เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานว่าระบบถูกเจาะหรือถูกสวมรอยจากช่องโหว่ของระบบ แต่กำลังตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการยื่นข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงได้
10) เข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่าง
- รวบรวมพยานหลักฐาน
- ตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจสอบเจตนาในการยื่นรายงาน
หากพบว่าเป็นการ ยื่นข้อมูลหรือเอกสารอันเป็นเท็จ จะดำเนินคดีตาม มาตรา 32 ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งมีโทษ
- จำคุกไม่เกิน 1 ปี
- ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
- หรือทั้งจำทั้งปรับ
11) บทสรุปล่าสุด
การแถลงของ ก.ล.ต. ทำให้ภาพของคดีเริ่มชัดขึ้นว่า
- ไม่ใช่กรณีมีผู้ถือหุ้นรายใหม่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทตามที่รายงาน
- แต่เป็นกรณี ข้อมูลในแบบ 246-2 ที่ยื่นเข้าสู่ระบบมีความผิดปกติหลายประการ
- ก.ล.ต. จึงถอดข้อมูลออกจากระบบ และเดินหน้าสอบสวนเพื่อหาว่า ใครเป็นผู้ยื่นข้อมูล เหตุใดจึงยื่นข้อมูลดังกล่าว และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
ประเด็นที่ยังต้องติดตาม
แม้ ก.ล.ต. จะยืนยันว่าพบความผิดปกติของข้อมูลแล้ว แต่ยังมีคำถามสำคัญที่รอคำตอบ ได้แก่
- ใครเป็นผู้ยื่นรายงานทั้ง 7 รายการ
- มีแรงจูงใจหรือเจตนาอะไรในการยื่นข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
- เป็นความผิดพลาดของบุคคลรายเดียว หรือมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่น
- ก.ล.ต. จะดำเนินคดี และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกอย่างไร
กล่าวโดยสรุป การแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนของคดี เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ที่ "สุภาพร พิมพงษ์ คือใคร" อีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การตรวจสอบว่า ข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบเปิดเผยข้อมูลของตลาดทุนได้อย่างไร และใครต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลตลาดทุนโดยตรง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


