วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ปมร้อน ‘สุภาพร’ เขย่าตลาดทุน ‘เอกนิติ’ สั่งเร่งสอบกู้เชื่อมั่น - ‘ศุภชัย’ โยน ก.ล.ต.ชี้แจง

“เอกนิติ” สั่งเลขาฯ ก.ล.ต. เร่งติดตามกรณี “สุภาพร พิมพงษ์” บุคคลปริศนา ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายบริษัทในไทยตลาดหุ้นไทย ย้ำต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดความโปร่งใสให้ได้ หวั่นกระทบเชื่อมั่น ตลท. ผนึก ก.ล.ต. เร่งสอบปมร้อนรายงานหุ้น “สุภาพร” สั่ง “ทีเอสดี” ตรวจสอบความถูกต้อง ย้ำหน้าที่รายงาน 246-2 เป็นของผู้ลงทุน พร้อมดีเดย์เกณฑ์ใหม่ “ปิดสมุดออโต้” ทุกสิ้นเดือน หากเปลี่ยนแปลงนัยสำคัญ “ศุภชัย” ตอกปมบุคคลปริศนาโผล่ถือ “หุ้นทรู” 7% ซัดแรง “ข่าวเพี้ยน” โบ้ยให้ไปถาม ก.ล.ต.

ปมร้อน ‘สุภาพร’ เขย่าตลาดทุน ‘เอกนิติ’ สั่งเร่งสอบกู้เชื่อมั่น - ‘ศุภชัย’ โยน ก.ล.ต.ชี้แจง

บุคคลปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” ผู้ที่ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ยังคงเป็นปริศนาที่สร้างความ “สับสน” ให้นักลงทุน และกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับ “ตลาดทุนไทย” อีกครั้ง

ตามข้อมูลที่ปรากฏ “สุภาพร พิมพงษ์” ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมของ TRUE เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 สัดส่วน 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศคือ UBS Group AG ซึ่งเมื่อรวมกับหุ้นเดิมที่ถืออยู่แล้ว ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมขยับขึ้นไปแตะระดับ 7.0992% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ส่งผลให้ดันขึ้นแท่นเป็นหนึ่งใน “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 6” ของ TRUE โดยทันที ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามหาศาลเฉียด 3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ภายหลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว กลับพบ “ข้อพิรุธ” และความสงสัยหลายประการ เนื่องจากมีการตรวจสอบในเบื้องต้นแล้วพบว่า บุคคลคนนี้ไม่ได้มีการถือครองหุ้น TRUE จริงตามที่แจ้งไว้

โดยจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า “สุภาพร พิมพงษ์” เคยรายงานการได้หุ้น และหลักทรัพย์แปลงสภาพในหลายบริษัท ซึ่งมีการทำธุรกรรมตั้งแต่ปี 2564 แต่กลับรายงานธุรกรรมในช่วงปี 2569 ประกอบด้วย

1. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ทำรายการเมื่อ 11 เม.ย.2566 สัดส่วน 5.0122%

2. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ทำรายการเมื่อ 13 ส.ค.2568 สัดส่วน 5.1097%

3. บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) ทำรายการเมื่อ 14 ก.ย.2564 สัดส่วน 9.9906%

4. บมจ.เอเชีย อาวิเอชั่น (AAV) ทำรายการเมื่อ 6 พ.ย.2566 สัดส่วน 5.3362%

5. บมจ.จี เจ สตีล (GJS) มี 2 รายการ ทำเมื่อ 9 ก.พ.2565 สัดส่วน 80.9071% และ 2 ก.พ.2566 สัดส่วน 48.6943%

“เอกนิติ” สั่งเลขาฯ ก.ล.ต. เร่งติดตามบุคคลปริศนา 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้กำชับเรื่องนี้ไปยังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ให้เร่งตรวจสอบ กรณีการแจ้งการถือหุ้นของ “สุภาพร พิมพงษ์” และให้ดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกระทบต่อการทำ หน้าที่ของ ก.ล.ต.ด้วย 

ตลท. ผนึก ก.ล.ต. เร่งสอบปมร้อน “สุภาพร”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่า กรณีดังกล่าวส่งผลต่อ Sentiment ในสังคม แต่จากการพูดคุยกับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ พบว่ายังไม่มีการสอบถามถึงประเด็นนี้ เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มนี้เน้นพิจารณาที่ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และผลประกอบการเป็นหลัก ซึ่งกรณีดังกล่าวยังไม่เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุม (Control) หรือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ตลท. และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่มีการรายงานเข้ามา เช่น ความผิดปกติ การรายงานการซื้อหุ้นบุริมสิทธิใน บมจ.ทรู (TRUE) ทั้งที่บริษัทชี้แจงว่าไม่เคยมีการออกหุ้นบุริมสิทธิแต่อย่างใด

ขณะที่ตอนนี้ บริษัทที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคำขอปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นผ่านระบบ TSD เรียบร้อยแล้ว และกำลังดำเนินการประสานข้อมูลจากโบรกเกอร์ทั่วทั้งระบบซึ่งตามปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการเพราะต้องรอข้อมูลจากโบรกเกอร์ และมีเรื่อง T+2 ด้วย เราพยายามเร่งรัดเพื่อให้ตลาดทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องโดยเร็ว

ทั้งนี้ กรณีที่เพิ่งรายงานเข้ามาเมื่อต้นเดือน อ้างอิงเหตุการณ์ปี 2564 นั้น ตลท.ยอมรับว่า ระบบเราไม่สามารถปิดสมุดทะเบียนย้อนหลังไปถึงปี 2564 ได้ เนื่องจากข้อมูลเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหมดแล้ว แต่คงใช้วิธีตรวจสอบ และประกอบร่างข้อมูลในรูปแบบอื่นเพื่อหาข้อเท็จจริง

นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของข้อมูล ตลท. เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า หากมีการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญผ่านแบบ 246-2 TSD จะทำการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นโดยอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน เพื่ออัปเดตข้อมูลให้รวดเร็วโปร่งใส โดยนักลงทุนไม่ต้องรอให้บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ร้องขอ

ในส่วนความรับผิดชอบต่อข้อมูล นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ ตลท. ชี้แจงประเด็นกฎหมายว่า การรายงานตามแบบ 246 เป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ถือหลักทรัพย์ (ลูกค้า) ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่หน้าที่บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) และคัสโตเดียนต่างประเทศ เนื่องจากโบรกเกอร์ จะทราบเพียงข้อมูลหุ้นที่อยู่ในพอร์ตของตนเท่านั้น แต่จะไม่ทราบภาพรวมหากลูกค้ามีการกระจายหุ้นไว้หลายแห่ง

สำหรับ บทลงโทษ กรณีมีการแจ้งข้อมูลเท็จ ตามความผิดตามมาตรา 246-2 (เมื่อถือหุ้นเกิน 5%) เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งทางสำนักงาน ก.ล.ต. ชี้แจงไปแล้ว

“ในอดีตเคยมีเคสการลงโทษเรื่องการรายงานไม่ตรงข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น เป็นอำนาจโดยตรงของ ก.ล.ต. ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีข้อมูลสถิติการลงโทษจากการรายงานผิดตามมาตรา 246 ในอดีต”

“ศุภชัย” โบ้ยให้ไปถามรายละเอียดกับ ก.ล.ต. 

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงข้อเท็จจริงในกรณีที่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” เข้ามาถือหุ้นจำนวนมาก แต่นายศุภชัยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในรายละเอียด และระบุเพียงสั้นๆ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็น “ข่าวเพี้ยน” และให้ไปสอบถามรายละเอียดและความชัดเจนจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับการยื่นแบบรายงานดังกล่าวแทน

โดยก่อนหน้านี้ ทางด้านของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ไม่พบข้อมูลการทำธุรกรรมจริง ตามที่มีการรายงานต่อ ก.ล.ต. แต่อย่างใด ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารายงานการถือหุ้นดังกล่าวน่าจะเป็นข้อมูลเท็จที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ก.ล.ต. สั่งตรวจเชิงลึกปม “สุภาพร”

ด้านสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ตามที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ข้อมูลว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเชิงลึกในข้อเท็จจริงทั้งหมดของผู้รายงาน โดยที่ผ่านมาได้สอบทานกับผู้รายงาน ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้รายงานว่า เป็นผู้รายงานข้อมูลเข้ามาในระบบรายงาน 246-2

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ ก.ล.ต. พบข้อสงสัยถึงความไม่สอดคล้องข้อมูลที่รายงานหลายประการ จากข้อมูลการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ของผู้รายงานรายดังกล่าว ที่เข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา (และเพิ่งมีการรายงานใน 2 วันข้างต้น)

การรายงานเป็นการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ด้วยตนเองในอดีต และไม่ปรากฏรายงานการจำหน่ายหลักทรัพย์ ซึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ใน 5 หลักทรัพย์ ที่ไม่พบชื่อผู้รายงานในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา (อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 1 หลักทรัพย์) รวมถึงการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางประเภทที่ผู้ออกหลักทรัพย์ไม่เคยออกหลักทรัพย์ดังกล่าว อีกทั้งการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางหลักทรัพย์ ที่อาจมีสัดส่วนไม่สอดคล้องข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผย

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลการรายงานตามมาตรา 59 ออกจากระบบ

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เปลี่ยนสถานะเครื่องหมายเพื่อเตือนผู้ลงทุนเกี่ยวกับข้อมูลรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าว โดยได้เพิ่มข้อความ “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เพื่อความชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนในการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์