หุ้น SpaceX เข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 แล้วในวันนี้ หลังซื้อขายได้เพียง 15 วัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการลงทุนแบบ Passive ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในตลาด แม้ปริมาณหุ้นยังไม่เพียงพอ
"สเปซเอ็กซ์" (SpaceX) บริษัทที่ทำ IPO มูลค่าสูงที่สุดในโลก กำลังจะถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq-100 ในวันอังคารที่ 7 ก.ค. นี้ หลังจากเริ่มการซื้อขายห้นไปได้เพียง 15 วันทำการ ส่งผลให้หุ้น SPCX กลายเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการลงทุนแบบ Passive ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในตลาด ก่อนที่หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทจะเปิดให้ซื้อขายได้เสียอีก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่นักลงทุนแทบไม่เคยเห็นในระดับนี้มาก่อน
การลงทุนของกองทุนดัชนี (Index Fund) นั้น หากกองทุนใดติดตามดัชนี Nasdaq-100 ก็จำเป็นต้องถือหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนี ดังนั้นเมื่อ SpaceX ถูกนำเข้ามาคำนวณในดัชนี กองทุนที่อิงดัชนีจะต้องเข้าซื้อหุ้น SpaceX ไปด้วย พร้อมกับลดสัดส่วนการถือครองหุ้นตัวอื่นเพื่อให้พอร์ตสอดคล้องกัน
กระบวนการดังกล่าวเรียกว่าการปรับสมดุลพอร์ต ซึ่งสำหรับ SpaceX อาจหมายถึงแรงซื้อภาคบังคับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยธนาคาร JPMorgan ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนแบบ Passive ไหลเข้าราว 4.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.43 แสนล้านบาท) จากการเข้าดัชนี Nasdaq-100
ขณะที่ธนาคาร BNP Paribas ประเมินว่าแรงซื้อจากกองทุนที่ติดตาม Nasdaq-100 ทั้งหมดอาจสูงถึงเกือบ 8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.66 แสนล้านบาท)
ก่อนหน้านี้ หุ้น SpaceX ยังถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี Russell 1000 เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เพียง 2 สัปดาห์หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาด
ร็อบ ดู โบฟ นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ประเมินว่า การเข้าดัชนี Nasdaq 100 และดัชนีของ FTSE Russell จะทำให้กองทุนที่ลงทุนอิงดัชนีเหล่านี้ต้องเข้าซื้อหุ้น SpaceX รวมกันอย่างน้อย 5.4 พันล้านดอลลาร์
ปัญหาสำคัญคือ "อุปทานของหุ้น"
ในช่วงแรก หุ้น SpaceX ที่เปิดให้ซื้อขายในตลาดมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังอยู่ในมือของผู้บริหาร พนักงาน นักลงทุนช่วงแรก และผู้ถือหุ้นที่ติดเงื่อนไขห้ามขาย (Lock-up) ซึ่งยังไม่สามารถนำหุ้นส่วนใหญ่ของตนออกมาขายในตลาดได้
หุ้นที่สามารถซื้อขายได้จริงในตลาดเรียกว่า Free Float หรือหุ้นหมุนเวียน ซึ่งหมายถึงหุ้นที่นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อและขายได้
กราฟแสดงให้เห็นถึงปัญหาด้านจังหวะเวลา คือ แรงซื้อจากกองทุนดัชนีจะเข้ามาก่อน ขณะที่หุ้นที่สามารถซื้อขายได้จะทยอยเพิ่มขึ้นภายหลัง เมื่อข้อจำกัดการขายทยอยหมดอายุ โดยจะเริ่มมีการปลดล็อกครั้งใหญ่ในเดือนส.ค. ก่อนจะมีหุ้นทยอยออกมาเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้
ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวอาจช่วยพยุงราคาหุ้นในระยะสั้น เพราะผู้ซื้อที่จำเป็นต้องเข้าซื้อกำลังเข้ามาในช่วงที่จำนวนหุ้นในตลาดยังมีจำกัด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็หมายความว่าราคาหุ้นในปัจจุบันยังไม่ใช่บททดสอบสุดท้ายของอุปสงค์ที่แท้จริง
SpaceX แสดงให้เห็นแล้วว่าราคาหุ้นสามารถเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วเพียงใด หลังกลายเป็นหุ้น IPO ที่นักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจมากที่สุด ราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 50% ในช่วงสามวันแรกของการซื้อขาย ก่อนจะคืนกำไรเกือบทั้งหมดภายในสามวันถัดมา
แนวต้านสำคัญถัดไปของราคาหุ้นอยู่บริเวณ 172-180 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคหลายตัวและพฤติกรรมราคาตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาชี้ว่า อาจเป็นเพดานของการปรับขึ้น หากราคาสามารถทะลุผ่านโซนดังกล่าวได้ ระดับราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 200 ดอลลาร์เล็กน้อย ก็จะกลับมาเป็นราคาเป้าหมายอีกครั้ง
แต่หากราคายังไม่สามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ หุ้นมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนต่อไป และหากร่วงต่ำกว่า 150 ดอลลาร์ กราฟจะเริ่มส่งสัญญาณเชิงลบมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
วอลสตรีทเชียร์ "ซื้อ"
บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำในวอลล์สตรีทอย่างน้อย 6 บริษัท ซึ่งรวมถึง Morgan Stanley และ Goldman Sachs Group เริ่มเผยแพร่บทวิเคราะห์หุ้น SpaceX พร้อมให้คำแนะนำสอดคล้องกันว่า นักลงทุนควร "ซื้อ" หุ้นตัวนี้ หลังสิ้นสุดช่วง Quiet Period ที่นักวิเคราะห์จากแบงก์ผู้รับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ไม่สามารถเผยแพร่บทวิเคราะห์ได้
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของ SpaceX แม้ว่าตลาดยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไร การดำเนินธุรกิจ และระดับมูลค่าหุ้น หลังจากการเข้าซื้อขายในตลาดที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
Morgan Stanley ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีมุมมองเชิงบวกมากที่สุด ระบุว่า SpaceX มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการบริการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรม
"แม้ในระยะสั้น รายได้ส่วนใหญ่จะมาจากลูกค้ากลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหม่ แต่เราเชื่อว่ารูปแบบธุรกิจในระยะยาวจะมุ่งไปสู่การให้บริการ AI แบบครบวงจร (End-to-end AI services)" พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 300 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 160.42 ดอลลาร์ ถึง 87%
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ขนาดเล็กบางแห่งให้ราคาเป้าหมายแตกต่างกันอย่างมาก โดย Arete Research ให้ราคาเป้าหมายสูงสุดในตลาดที่ 401 ดอลลาร์ ส่วน New Street Research เริ่มต้นบทวิเคราะห์ด้วยราคาเป้าหมาย 165 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในบรรดานักวิเคราะห์ที่บลูมเบิร์กรวบรวมข้อมูล
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ฝั่งวาณิชธนกิจมักมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มักได้รับคำแนะนำ "ซื้อ" เป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น แม้ราคาหุ้น Microsoft จะร่วงลงราว 30% จากจุดสูงสุด แต่นักวิเคราะห์ถึงประมาณ 95% ยังคงให้คำแนะนำให้ "ซื้อ"
ข้อมูลที่บลูมเบิร์ก รวบรวมพบว่า ในบรรดาบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุด 3,000 แห่งของสหรัฐ คำแนะนำ "ซื้อ" คิดเป็น 63% ของคำแนะนำทั้งหมด ขณะที่คำแนะนำ "ขาย" มีเพียง 4.2% เท่านั้น


