วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

บอนด์ยีลด์ลด-เงินเฟ้อชะลอ หนุนหุ้นแบงก์-นอนแบงก์ ครึ่งปีหลัง

ภาวะเงินเฟ้อของไทยที่ชะลอตัวลงและออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดในเดือนมิถุนายน 2569 ช่วยลดความกังวลต่อแรงกดดันด้านค่าครองชีพและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) หลังต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มผ่อนคลาย ขณะที่เสถียรภาพผลประกอบการยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง นักวิเคราะห์ยังคงแนะนำลงทุนแบบกระจายน้ำหนักระหว่างทั้งสองกลุ่ม

ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส  เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.7% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 1.23% สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 1.07% อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทำให้มุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.0%

ทั้งนี้ เงินเฟ้อทั่วไปที่ออกมาต่ำกว่าคาดสะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มการเงิน โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) มีแนวโน้มดีกว่าที่ตลาดกังวลไว้

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.10% และพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.97% หรือลดลงราว 4 และ 6 bps ตามลำดับจากวันก่อนหน้า ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงินของกลุ่ม Non-Bank ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะได้รับอานิสงส์จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ทั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และกำไรจากการลงทุนในตราสารหนี้ (Trading Income)

อย่างไรก็ตาม แม้เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับสูงจากการส่งผ่านต้นทุนที่กระจายเป็นวงกว้าง แต่แรงกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงทำให้เงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัว สะท้อนว่าภาระค่าครองชีพของประชาชนเริ่มผ่อนคลาย จึงยังเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 1.0% และเป็นปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพผลประกอบการของกลุ่มการเงินในช่วงครึ่งหลังปี 2569

นอกจากนี้ การปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินของกลุ่ม Non-Bank ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยราว 30% ของรายได้รวม มีโอกาสได้รับประโยชน์จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รวมถึงกำไรจากการวัดมูลค่าและการขายเงินลงทุนในตราสารหนี้

อีกทั้ง เงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดยังช่วยลดความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม Non-Bank ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของภาคการเงินยังแข็งแกร่ง จากระดับเงินสำรองรองรับหนี้เสีย (Coverage Ratio) ที่อยู่ในระดับสูง เฉลี่ยราว 190% สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และประมาณ 140% สำหรับกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียน

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำ Barbell Strategy กระจายการลงทุนระหว่างหุ้นธนาคารพาณิชย์และหุ้น Non-Bank โดยฝั่งธนาคารเน้น KTB จากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่โดดเด่น ขณะที่ KBANK และ BBL ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (PBV ต่ำกว่า 1 เท่า)

ส่วนกลุ่ม Non-Bank แนะนำ ซื้อ MTC ตามมาด้วย TIDLOR จากแนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่เริ่มผ่อนคลาย และคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ SAWAD เหมาะสำหรับการลงทุนระยะสั้น หลังราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่ม (Laggard)