ความเคลื่อนไหว "ตลาดหุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 3 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น ปิโตรเคมี และน้ำมัน นำโดย
- หุ้น PTTGC บวก 3.01% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 34.25 บาท
- หุ้น PTT บวก 2.80% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 36.75 บาท
- หุ้น IVL บวก 2.64% เพิ่มขึ้น 0.60 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 23.30 บาท
- หุ้น BCP บวก 2.17% เพิ่มขึ้น 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.25 บาท
- หุ้น PTTEP บวก 1.92% เพิ่มขึ้น 2.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 133.00 บาท
- หุ้น SUSCO บวก 1.82% เพิ่มขึ้น 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.24 บาท
- หุ้น SCC บวก 1.66% เพิ่มขึ้น 4.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 245.00 บาท
- หุ้น IRPC บวก 1.64% เพิ่มขึ้น 0.03 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.86 บาท
- หุ้น OR บวก 1.60% เพิ่มขึ้น 0.20 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 12.70 บาท
- หุ้น PTG บวก 0.65% เพิ่มขึ้น 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.45 บาท
- หุ้น SPRC บวก 0.65% เพิ่มขึ้น 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.70 บาท
จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดน้ำมันโลกเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางใกล้เคียงกลับมาอยู่ที่ราว 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ความกังวลด้านอุปทานคลี่คลายลง และทำให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้จำกัดในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม การอ่อนตัวของราคาน้ำมันกลับเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมี เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดิบลดลง ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมักปรับลดลงช้ากว่า ส่งผลให้ Spread หรือมาร์จินของธุรกิจปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนจากหุ้นกลุ่มต้นน้ำ หรือธุรกิจสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมเข้าสู่หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมี
สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด แม้บางบริษัทอาจยังขาดทุน แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในระยะสั้น
ด้านกลุ่มโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังอาจอ่อนตัวลงบ้าง แต่คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า เนื่องจากยังได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก
นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญมาจากการที่โรงกลั่นในรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีของยูเครน จนรัสเซียต้องจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซล เบนซิน และน้ำมันเครื่องบิน ส่งผลให้ซัปพลายในตลาดโลกลดลงราว 900,000 บาร์เรลต่อวัน ดังนั้น ผู้ซื้อที่เคยพึ่งพาการนำเข้าจากรัสเซียจึงหันไปจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของโรงกลั่นไทย ทำให้โรงกลั่นในไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยดังกล่าวแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ หรือ Spread โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมี ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนทั้งจากผลประกอบการที่ฟื้นตัว และภาวะอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังตึงตัวในบางภูมิภาค
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


