ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น หลังมีรายงานเตรียมรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน จากที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายโจมตีกันไปมารอบใหม่
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ดัชนีฟิวเจอร์ตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากมีรายงานว่า สหรัฐ และอิหร่านยอมถอยคนละก้าวจากการเผชิญหน้าครั้งใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่เป็นรากฐานสำคัญของการเจรจาสันติภาพ
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.6% และดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี พุ่งขึ้นเกือบ 1% การปรับตัวขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากสำนักข่าวแอ็กซิออส รายงานโดยอ้างอิงเจ้าหน้าที่สหรัฐ ที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า สหรัฐและอิหร่านได้ตกลงที่จะระงับการโจมตีตอบโต้ และจะพบกันในสัปดาห์นี้ที่ประเทศกาตาร์ เพื่อรื้อฟื้นการเจรจาเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซรวมถึงประเด็นอื่น ๆ เพื่อยุติสงคราม
ทางด้านดัชนีฟิวเจอร์ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดแบบผสมผสาน (มีทั้งบวกและลบ) โดยนักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่เกาหลีใต้ ก่อนที่รัฐบาลมีกำหนดจะเปิดตัวยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมในวันจันทร์นี้
- ตลาดยังจับตาการโจมตีกันรอบใหม่
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความระมัดระวังตัวอยู่ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นไปถึง 1.9% แตะระดับสูงกว่า 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงมาซื้อขายอยู่ที่ราว 72.40 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.69) โดยอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ เรือขนส่งน้ำมันของกาตาร์ รวมถึงฐานทัพทหารในคูเวตและบาห์เรน ส่งผลให้สหรัฐต้องเปิดฉากโจมตีตอบโต้กลับหลายระลอก
สัญญาฟิวเจอร์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury futures) ปรับตัวลดลงเล็กน้อย พร้อมกับการร่วงลงของพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ปลุกความกังวลเรื่องเงินเฟ้อใหม่อีกครั้ง ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ขณะที่ราคาทองคำลดลง 0.8% อยู่ที่ 4,055 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ความหวังต่อสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และความเชื่อมั่นในเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกอยู่ในทิศทางที่จะสร้างสถิติไตรมาสที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 แม้ว่าผลประกอบการที่แข็งแกร่งในครึ่งปีแรกมักจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับช่วงที่เหลือของปี แต่นักลงทุนยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายประการ ตั้งแต่ความยั่งยืนของกระแสการลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงความเสี่ยงของการขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการเร่งตัวขึ้นของการใช้จ่ายโดยภาครัฐ
- คาดทรัมป์ไร้ทางเลือก
“ตลาดหุ้นดูเหมือนจะเชื่อว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมอ่อนข้อให้ เนื่องจากใกล้จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมแล้ว” โชจิ ฮิราคาวา หัวหน้านักกลยุทธ์ระดับโลกจาก Tokai Tokyo Intelligence Lab กล่าว “นักลงทุนมองว่าการโจมตีตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐและอิหร่านเป็นเรื่องชั่วคราว และไม่เชื่อว่าสถานการณ์จะบานปลายไปสู่สงครามอีกครั้ง”
สำหรับในเอเชีย จุดสนใจช่วงเช้าวันจันทร์จะอยู่ที่เกาหลีใต้ โดยบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) และ เอสเค กรุ๊ป (SK Group) เตรียมที่จะประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ควบคู่ไปกับมาตรการเชิงนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ Korea Economic Daily รายงานว่า เม็ดเงินลงทุนของทั้งสองกลุ่มบริษัทนี้อาจมีมูลค่ารวมกันกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
ในสัปดาห์นี้ บรรดาผู้ค้าในตลาดจะมุ่งความสนใจไปที่งานประชุมประจำปีของธนาคารกลางที่เมืองซินทรา ประเทศโปรตุเกส ซึ่งจะมีผู้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์รวมถึง เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นอกจากนี้ รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐ หลายชุด ซึ่งรวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm payrolls) ที่สำคัญ ก็จะอยู่ในความสนใจเช่นกัน ท่ามกลางความคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ที่แข็งแกร่งและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อาจผลักดันให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนกันยายนนี้
แม้ว่านายวอร์ชอาจจะลดระดับท่าทีที่แข็งกร้าว (Hawkish) ลงบ้างในการประชุมที่ซินทรา ซึ่งอาจกดดันค่าเงินดอลลาร์ แต่ก็น่าจะเป็นเพียง “การปรับตัวสูงขึ้นในกรอบจำกัดในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป เนื่องจากกระแสเรื่องความแข็งแกร่งเป็นพิเศษของเศรษฐกิจสหรัฐ ” นักกลยุทธ์จาก Commonwealth Bank of Australia รวมถึง โจเซฟ คาปูร์โซ ระบุในบันทึกถึงลูกค้า
“ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือสูตรสำเร็จที่จะนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ที่สูงขึ้นและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น” พวกเขากล่าวเสริม
นอกจากนี้ ยังอาจมีความกังวลในด้านอื่น ๆ อีก โดยธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ได้เตือนในรายงานประจำปีเมื่อวันอาทิตย์ว่า การปรับฐานอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่ม AI ที่เคยพุ่งทะยานก่อนหน้านี้ ตลอดจนปัญหาเงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางการคลัง ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่น่ากังวลที่สุดต่อความมั่งคั่งของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ในรายงานประจำปีที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ สถาบันซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบาเซิลแห่งนี้ได้ระบุถึงประเด็นข้างต้นในรายชื่อ "จุดกดดัน" ที่ปัจจุบัน "จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่" โดยมีความเปราะบางทางการเงินซ่อนอยู่ใต้ระบบ ซึ่งพร้อมจะขยายความรุนแรงของผลกระทบใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้
“เศรษฐกิจโลกยังคงติดอยู่ท่ามกลางกระแสลมที่ตีกันระหว่างความก้าวหน้าและความหายนะ” เจ้าหน้าที่ของ BIS ระบุในรายงาน “ความยืดหยุ่นในการรับมือปัญหากำลังถูกทดสอบและตึงตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ”
- สรุปการเคลื่อนไหวที่สำคัญของตลาด
ตลาดหุ้น
S&P 500 ฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้น 0.6% ณ เวลา 08:24 น. ตามเวลาโตเกียว
ฮั่งเส็ง (Hang Seng) ฟิวเจอร์ ปรับตัวขึ้น 1%
S&P/ASX 200 ฟิวเจอร์ ปรับตัวขึ้น 0.2%
อัตราแลกเปลี่ยน
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Bloomberg Dollar Spot Index) เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
เงินยูโร ทรงตัวอยู่ที่ 1.1385 ดอลลาร์ต่อยูโร
เงินเยนญี่ปุ่น ทรงตัวอยู่ที่ 161.80 เยนต่อดอลลาร์
เงินหยวนนอกประเทศ (Offshore Yuan) ทรงตัวอยู่ที่ 6.8024 หยวนต่อดอลลาร์
เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ทรงตัวอยู่ที่ 0.6895 ดอลลาร์สหรัฐ
สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrencies)
บิตคอยน์ (Bitcoin) ลดลง 0.4% อยู่ที่ 59,312.73 ดอลลาร์
อีเธอร์ (Ether) ลดลง 0.5% อยู่ที่ 1,563.76 ดอลลาร์
พันธบัตรรัฐบาล
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลียอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 3 Basis Points แตะระดับ 4.74%
สินค้าโภคภัณฑ์
น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เพิ่มขึ้น 1% อยู่ที่ 69.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ลดลง 0.8% อยู่ที่ 4,057.49 ดอลลาร์ต่อออนซ์




