วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

NASDAQ ปิดลบวันที่ 5 ร่วง 4% กว่ารอบสัปดาห์ จากหุ้นกลุ่มชิปดิ่งลง

ดัชนี NASDAQ ปิดลบเป็นวันที่ 5 เมื่อคืนที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มชิปราคาร่วงลงอย่างหนัก แนสแด็กร่วงมากกว่า 4% ในรอบสัปดาห์นี้ นักลงทุนโยกเงินไปหุ้นกลุ่มอื่น ดาวโจนส์ปิดบวก

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ปิดตลาดปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันซ้อนที่ 5 ในวันศุกร์ (26 มิ.ย.69) เนื่องจากนักลงทุนได้โยกเม็ดเงินทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีหลัก ๆ และหันไปลงทุนในหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive Stocks) มากขึ้น

 

ดัชนี Nasdaq ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 0.24% ปิดที่ 25,297.62 จุด

ดัชนี S&P 500 ขยับลดลง 0.05% ปิดที่ 7,354.02 จุด

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ลดลง 44.51 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 51,876.11 จุด

 

เมื่อสรุปภาพรวมทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ร่วงลงเกือบ 2% ขณะที่ Nasdaq ร่วงลงถึง 4.6% ส่วนดาวโจนส์ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดโดยภาพรวม โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% ในรอบสัปดาห์นี้

OpenAI เลื่อนเข้าตลาด

หุ้นกลุ่มชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลดลง หลังจากมีรายงานจากนิวยอร์กไทมส์ ว่า บริษัท OpenAI กำลังพิจารณาเลื่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ออกไปเป็นปีหน้า เนื่องจากผลงานที่ย่ำแย่ของหุ้นบริษัท SpaceX หลังจากการเปิดตัวในตลาด รวมถึงความผันผวนโดยรวมของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ทีมนักวิเคราะห์ของธนาคาร JPMorgan ระบุในบันทึกระบุว่า รายงานดังกล่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับ “ความยั่งยืนในการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท เนื่องจากความล่าช้าในการระดมทุนจากตลาดทุน” ด้าน อดัม คริซาฟูลลี จาก Vital Knowledge กล่าวว่า การเลื่อน IPO ของ OpenAI “อาจทำให้ความเร็วในการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานชะลอตัวลง”

 

ผลกระทบนี้ส่งผลให้หุ้นของ Micron Technology ดิ่งลงมากกว่า 6% หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) ลดลง 2% และหุ้น Intel ร่วงลงมากกว่า 3%

การเทขายหุ้นนั้นรุนแรงเป็นพิเศษในฝั่งเอเชีย โดย SoftBank Group ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ OpenAI เป็นผู้นำในการร่วงลงของตลาดภูมิภาคเมื่อวันศุกร์ โดยทรุดตัวลงมากกว่า 12% ด้านตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตลาดดิ่งลงอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยดัชนี Kospi ร่วงลง 5.81% ปิดที่ 8,411.21 จุด และดัชนี Kosdaq ลดลง 4.10% ปิดที่ 851.37 จุด จากกระแสการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งภูมิภาค

นักวิเคราะห์ยังมองบวกต่อหุ้นกลุ่มชิป

รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Baird เชื่อว่าการหมุนเวียนกลุ่มลงทุนนี้อาจลากยาวไป “จนถึงเดือนกรกฎาคม” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาหุ้นชิปบางตัวขยับขึ้นไปสูงเกินไป (Overextended) อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ในระยะยาว

“ผมยังคงเชื่อว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้าหุ้นชิปและหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะให้ผลตอบแทนดีกว่า เพราะอุปสงค์มันแรงแบบไม่รู้จักอิ่มตัวเลย” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า แม้ว่า “หุ้นที่ตามหลัง(Laggards) บางตัวอาจต้องมีช่วงเวลาของการไล่ตามขึ้นมาเล็กน้อย” แต่เมย์ฟิลด์ก็กล่าวต่อว่า “ผมไม่ได้คิดว่านี่จะเป็นการหมุนย้ายเงินทุนครั้งใหญ่เต็มรูปแบบ ที่ทำให้หุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กลายเป็นหุ้นตามหลังตลอด 12 เดือนข้างหน้าหรืออะไรแบบนั้น”

ดัชนีหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศของ S&P 500 ร่วงลง 1% ในวันดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นชิปแล้วหันไปซื้อหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มนี้โดดเด่นในวันซื้อขายก่อนหน้า โดยหุ้น Eli Lilly พุ่งขึ้น 7% ขณะที่ Johnson & Johnson ปรับตัวขึ้นเกือบ 4% และหุ้น AbbVie ปรับขึ้นมากกว่า 4%

นอกจากกลุ่มเฮลท์แคร์แล้ว หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) กลุ่มการเงิน และกลุ่มสาธารณูปโภค ก็เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์เช่นกัน โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นเพิ่มขึ้นเกือบ 1% ขณะที่กลุ่มการเงินและกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 0.8% และ 0.4% ตามลำดับ

 

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ออกมาดีเกินคาด ประกอบกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวดีขึ้น ได้ช่วยพยุงตลาดไว้ในวันศุกร์ แม้ว่า นีล คาชคารี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขามินนิอาโปลิส จะกล่าวว่า  ปัจจุบันเขาคาดการณ์ว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ อันเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ทางด้านราคาน้ำมันปิดตลาดลดลงในวันศุกร์ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะระบุว่าอิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐก็ตาม (ความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันก่อนสหรัฐโจมตีอิหร่านในเวลาต่อมา)