วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ทำไมตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังน่าจับตา? เปิด 3 ปัจจัยหนุนโอกาสเติบโตต่อหลังทำนิวไฮ

บลจ.ทิสโก้ เผยตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก หลังแรงหนุนไม่ได้มาจากเพียงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งการเป็นกำลังสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนเชิงรุกของภาครัฐ รวมถึงการปฏิรูปการบริหารบริษัทจดทะเบียนที่ให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ช่วยเสริมความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

KEY POINTS

  • ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก โดยเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ทำให้ได้รับประโยชน์โดยตรงเมื่ออุตสาหกรรม AI ขยายตัว
  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ชัดเจน โดยมีการอนุมัติงบประมาณมหาศาลเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคต เช่น AI และเซมิคอนดักเตอร์ ควบคู่กับการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • บริษัทจดทะเบียนหันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นมากขึ้น ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผลในระดับสูง ซึ่งช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้สร้างปรากฏการณ์เติบโตจนสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบหลายทศวรรษ โดย บลจ.ทิสโก้ เผยว่า จากปรากฏการณ์นี้ย่อมสร้างคำถามแก่นักลงทุนว่า แนวโน้มเชิงบวกนี้จะสามารถดำเนินต่อไปได้อีกไกลเพียงใด ซึ่งที่จริงแล้ว การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากกระแสความเชื่อมั่นเพียงชั่วคราว แต่มีรากฐานมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่แข็งแกร่งรองรับ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเติบโตในช่วงที่ผ่านมาและยังมีโอกาสเติบโตไปต่อได้อีกในอนาคต 
 

ขุมพลังเบื้องหลังความสำเร็จของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก

หากพูดถึงกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายคนอาจนึกถึงบริษัทใน เกาหลี ไต้หวัน หรือบริษัททางฝั่งสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง “ฮาร์ดแวร์” ที่ทำให้ระบบ AI ทำงานได้อย่างสมบูรณ์นั้น ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานจากญี่ปุ่นอย่างมหาศาล ในยุคที่ AI เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับแกนนำในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับโลก โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไปจนถึงวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมการผลิต
 

ความได้เปรียบนี้สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านบริษัทจดทะเบียนชั้นนำในดัชนี Nikkei 225 ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของโลก ไม่ว่าจะเป็น Tokyo Electron และ Advantest ซึ่งเป็นผู้นำด้านเครื่องมือทดสอบเซมิคอนดักเตอร์, FANUC และ Yaskawa Electric ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ตลอดจน Sony Group ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ภาพซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี Edge AI นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในสายการผลิตระดับโลกที่ขาดไม่ได้

ดังนั้น เมื่ออุตสาหกรรม AI ทั่วโลกขยายตัว ความต้องการสินค้าและบริการจากบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือวัดที่มีความแม่นยำสูง (Electronics and Precision Instruments) ซึ่งมีสัดส่วนน้ำหนักในดัชนีค่อนข้างมาก ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจึงกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากเมกะเทรนด์ AI อย่างเต็มที่ และมีศักยภาพการเติบโตที่สอดรับกับทิศทางของโลกอย่างชัดเจน

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนเชิงกลยุทธ์จากภาครัฐ

การเติบโตของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะหลัง ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น บรรยากาศการลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมีความคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดหุ้นได้ตอบรับในเชิงบวกอย่างแข็งแกร่งต่อการก้าวขึ้นมาของต่อการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศของ Sanae Takaichi ทั้งในช่วงที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP และต่อเนื่องไปถึงการชนะการเลือกตั้งทั่วไปทั่วประเทศ กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เคยรอดูท่าทีได้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนเทคะแนนความเชื่อมั่นให้กับการเปลี่ยนแปลงผู้นำในครั้งนี้ คือความคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเดินหน้าผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกต่อไป

ความเชื่อมั่นของตลาดทุนยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น เมื่อรัฐบาลใหม่ประกาศเดินหน้าอนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่มูลค่ากว่า 21.3 ล้านล้านเยน (ราว 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยตั้งเป้าหมายการดำเนินงานใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  • การแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ: ดำเนินการผ่านการอุดหนุนราคาพลังงานและการลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคและหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ
  • การวางรากฐานเพื่ออนาคต: มุ่งเน้นลงทุนใน 17 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะ AI เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีควอนตัม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • การเสริมสร้างความมั่นคง: ผ่านการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งจะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว ซึ่งจะสะท้อนกลับมาที่ยอดขายและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในท้ายที่สุด

การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

ในอดีต ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมักถูกประเมินว่าให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นน้อย แต่ปัจจุบัน โครงสร้างการบริหารจัดการได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน บริษัทจดทะเบียนหันมามุ่งเน้นการสร้างมูลค่าและมอบผลตอบแทน (Shareholder Return) แก่นักลงทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นถึงปริมาณการซื้อหุ้นคืน (Share Buybacks) และอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividends) ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในปี 2025 มียอดรวมการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านเยน และปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 21 ล้านล้านเยน นโยบายเหล่านี้นอกจากจะสะท้อนถึงความมั่นใจในสถานะทางการเงินของบริษัทแล้ว ยังช่วยเพิ่มอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพของราคาหุ้นในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ดึงดูดให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ หวนกลับมาอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้ง ผสานกับแรงซื้อหุ้นคืนจากบริษัทเอง ทำให้ตลาดมีแรงพยุงที่แข็งแกร่ง และช่วยลดความผันผวนลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มขาขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความตื่นตัวของตลาดในระยะสั้น แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการที่สอดคล้องกัน ตั้งแต่การเป็นผู้เล่นหลักในกระแสเทคโนโลยี AI โลก การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการมุ่งเน้นสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้เป็นเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีศักยภาพและพื้นฐานที่มั่นคงเพียงพอ ที่จะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว