ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,588.68 จุด เพิ่มขึ้น 6.48 จุด หลังระหว่างวันแกว่งตัวผันผวน โบรกมองตลาดระยะสั้นยังไซด์เวย์ถึงไซด์เวย์ดาวน์ เหตุขาดปัจจัยใหม่หนุน พร้อมจับตาแนวรับ 1,585 จุด ขณะที่น้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง กดดันกลุ่มโรงไฟฟ้า ด้าน Data Center หนุนโอกาสสินเชื่อแบงก์โต 1-2% ในปี 2570-2571
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,588.68 จุด เพิ่มขึ้น 6.48 จุด หรือ 0.41% ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลในพาดหัวข่าวที่ระบุว่าดัชนีร่วงลง
- บล.กสิกรไทย ชี้ว่าตลาดหุ้นในระยะสั้นยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อน ทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะยังเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ถึงไซด์เวย์ดาวน์ โดยประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,585 จุด
- โบรกเกอร์แนะนำกลยุทธ์ให้ทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร (KTB, BBL) หากดัชนีปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณแนวรับ 1,585 จุด
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (1 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,588.68 จุด บวก 6.48 จุด หรือ 0.41% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,603.59 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,585.23 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 72,563.44 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. PTT ราคาปิด 41.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.84% มูลค่าการซื้อขาย 8,286.14 ล้านบาท
2. DELTA ราคาปิด 251.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.80% มูลค่าการซื้อขาย 4,621.03 ล้านบาท
3. BDMS ราคาปิด 20.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท หรือ 2.04% มูลค่าการซื้อขาย 3,241.29 ล้านบาท
4. PTTEP ราคาปิด 151.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.68% มูลค่าการซื้อขาย 3,084.72 ล้านบาท
5. SCC ราคาปิด 260.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.38% มูลค่าการซื้อขาย 2,816.24 ล้านบาท
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงเคลื่อนไหว ลักษณะไซด์เวย์ในกรอบแคบ เนื่องจากตลาดยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อน
สำหรับแนวโน้มตลาดในวันถัดไป คาดว่าดัชนีจะยังเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ถึงไซด์เวย์ดาวน์ โดยประเมินแนวรับสำคัญแรกไว้บริเวณ 1,585 จุด และมองว่าการปรับฐานในรอบนี้ไม่น่าจะลึกมากนัก
ส่วนการเคลื่อนไหวรายกลุ่มอุตสาหกรรม เริ่มเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้นในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางตัว โดยเฉพาะ KCE และ HANA ซึ่ง KCE ปรับตัวขึ้นมาใกล้ราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ที่บริเวณ 60 บาท ส่งผลให้อัปไซด์เริ่มมีจำกัดมากขึ้น แม้ภาพรวมของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีมุมมองเชิงบวก
ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าเผชิญแรงขายทำกำไรเช่นกัน จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังเกิดการโจมตีระลอกใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมายืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลว่าราคาแก๊สอาจยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะกดดันต้นทุนของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ SPP โดยเฉพาะ GPSC และ BGRIM
อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีกลับเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 90 ดอลลาร์ ไปอยู่บริเวณ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะกลาง กับการลงทุนในโครงการ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก โดยปีที่ผ่านมามียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 500,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 700,000-800,000 ล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนสะสมในช่วง 1-2 ปี มีมูลค่ารวมสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันนักลงทุนจะมุ่งเก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุน Data Center ทั้งกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และธุรกิจน้ำ แต่ทว่าในมุมมองระยะกลาง กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเริ่มเห็นกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่กลุ่มธนาคารแล้ว
ทั้งนี้ จากเม็ดเงินลงทุน Data Center ราว 1 ล้านล้านบาท คาดว่าอย่างน้อย 30% หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท จะกลายเป็นความต้องการสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยสร้างอัปไซด์ต่อการเติบโตของสินเชื่อของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นอีกราว 1-2% ในช่วงปี 2570-2571
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณ 1,585 จุด แนะนำให้ทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเลือก KTB และ BBL เป็นหุ้นเด่น ขณะเดียวกัน ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น DELTA จากเดิม “ถือ” เป็น “ซื้อ” หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงมารับรู้ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในช่วงไตรมาส 2/2569 ไปมากแล้ว โดยราคาหุ้นปรับตัวลงมาประมาณ 35%
ทั้งนี้ คาดว่าผลการดำเนินงานของ DELTA จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3/2569 จึงมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันเริ่มมีความน่าสนใจ และเป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนในการทยอยซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ต




