วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยวันนี้ปิดร่วง 6.48 จุด โบรกชี้ขาดปัจจัยใหม่หนุน จับตาแนวรับสำคัญ 1,585 จุด

ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,588.68 จุด เพิ่มขึ้น 6.48 จุด หลังระหว่างวันแกว่งตัวผันผวน โบรกมองตลาดระยะสั้นยังไซด์เวย์ถึงไซด์เวย์ดาวน์ เหตุขาดปัจจัยใหม่หนุน พร้อมจับตาแนวรับ 1,585 จุด ขณะที่น้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง กดดันกลุ่มโรงไฟฟ้า ด้าน Data Center หนุนโอกาสสินเชื่อแบงก์โต 1-2% ในปี 2570-2571

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,588.68 จุด เพิ่มขึ้น 6.48 จุด หรือ 0.41% ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลในพาดหัวข่าวที่ระบุว่าดัชนีร่วงลง
  • บล.กสิกรไทย ชี้ว่าตลาดหุ้นในระยะสั้นยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อน ทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะยังเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ถึงไซด์เวย์ดาวน์ โดยประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,585 จุด
  • โบรกเกอร์แนะนำกลยุทธ์ให้ทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร (KTB, BBL) หากดัชนีปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณแนวรับ 1,585 จุด

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (1 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,588.68 จุด บวก 6.48 จุด หรือ 0.41% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,603.59 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,585.23 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 72,563.44 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. PTT ราคาปิด 41.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.84% มูลค่าการซื้อขาย 8,286.14 ล้านบาท

2. DELTA ราคาปิด 251.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.80% มูลค่าการซื้อขาย 4,621.03 ล้านบาท

3. BDMS ราคาปิด 20.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท หรือ 2.04% มูลค่าการซื้อขาย 3,241.29 ล้านบาท

4. PTTEP ราคาปิด 151.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.68% มูลค่าการซื้อขาย 3,084.72 ล้านบาท

5. SCC ราคาปิด 260.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.38% มูลค่าการซื้อขาย 2,816.24 ล้านบาท
 

หุ้นไทยวันนี้ปิดร่วง 6.48 จุด โบรกชี้ขาดปัจจัยใหม่หนุน จับตาแนวรับสำคัญ 1,585 จุด

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงเคลื่อนไหว ลักษณะไซด์เวย์ในกรอบแคบ เนื่องจากตลาดยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อน

สำหรับแนวโน้มตลาดในวันถัดไป คาดว่าดัชนีจะยังเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ถึงไซด์เวย์ดาวน์ โดยประเมินแนวรับสำคัญแรกไว้บริเวณ 1,585 จุด และมองว่าการปรับฐานในรอบนี้ไม่น่าจะลึกมากนัก

ส่วนการเคลื่อนไหวรายกลุ่มอุตสาหกรรม เริ่มเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้นในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางตัว โดยเฉพาะ KCE และ HANA ซึ่ง KCE ปรับตัวขึ้นมาใกล้ราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ที่บริเวณ 60 บาท ส่งผลให้อัปไซด์เริ่มมีจำกัดมากขึ้น แม้ภาพรวมของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีมุมมองเชิงบวก

ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าเผชิญแรงขายทำกำไรเช่นกัน จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังเกิดการโจมตีระลอกใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมายืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลว่าราคาแก๊สอาจยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะกดดันต้นทุนของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ SPP โดยเฉพาะ GPSC และ BGRIM

อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีกลับเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 90 ดอลลาร์ ไปอยู่บริเวณ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะกลาง กับการลงทุนในโครงการ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก โดยปีที่ผ่านมามียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 500,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 700,000-800,000 ล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนสะสมในช่วง 1-2 ปี มีมูลค่ารวมสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันนักลงทุนจะมุ่งเก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุน Data Center ทั้งกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และธุรกิจน้ำ แต่ทว่าในมุมมองระยะกลาง กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเริ่มเห็นกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่กลุ่มธนาคารแล้ว

ทั้งนี้ จากเม็ดเงินลงทุน Data Center ราว 1 ล้านล้านบาท คาดว่าอย่างน้อย 30% หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท จะกลายเป็นความต้องการสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยสร้างอัปไซด์ต่อการเติบโตของสินเชื่อของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นอีกราว 1-2% ในช่วงปี 2570-2571

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณ 1,585 จุด แนะนำให้ทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเลือก KTB และ BBL เป็นหุ้นเด่น ขณะเดียวกัน ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น DELTA จากเดิม “ถือ” เป็น “ซื้อ” หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงมารับรู้ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในช่วงไตรมาส 2/2569 ไปมากแล้ว โดยราคาหุ้นปรับตัวลงมาประมาณ 35%

ทั้งนี้ คาดว่าผลการดำเนินงานของ DELTA จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3/2569 จึงมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันเริ่มมีความน่าสนใจ และเป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนในการทยอยซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ต