บล.ทรีนีตี้ประเมินครึ่งหลังปี 2569 ตลาดการเงินโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนของวัฏจักรเงินทุน แนะนักลงทุนถือเงินสด 25-40% ของพอร์ต รับความผันผวนช่วง ส.ค.-ก.ย. พร้อมรอจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่มี P/E ไม่สูง ปันผลสม่ำเสมอ และกำไรเติบโต โดยยังคงเป้าดัชนี SET ปีนี้ไว้ที่ 1,600 จุด และชูหุ้นกลุ่มแบงก์-ท่องเที่ยวเป็นธีมเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง
"ตลาดหุ้นไทย"ครึ่งหลังปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการลงทุน หรือ "Great Rotation" หลังผลตอบแทนในช่วงครึ่งปีแรกกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว โดยเฉพาะ DELTA ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ยังมีมูลค่าไม่แพงและมีโอกาสได้รับการปรับมูลค่าเพิ่มในระยะถัดไป พร้อมแนะนักลงทุนถือเงินสด 25-40% ของพอร์ต เพื่อรับมือความผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐและรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผยในงานสัมมนา "Outlook for 2H26 : Global Knowledge in Your Hand" ว่า แม้ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะปรับตัวขึ้นกว่า 26% แต่ผลตอบแทนส่วนใหญ่ยังมาจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว โดยเฉพาะ DELTA หากตัดผลกระทบของหุ้นดังกล่าวออก จะพบว่าตลาดซื้อขายที่ระดับ Valuation เพียงประมาณ 12 เท่า สะท้อนว่าหุ้นส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการปรับมูลค่าอย่างเต็มที่ และกำลังเข้าสู่ช่วง "Great Rotation" ที่เม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มหมุนจากหุ้นที่ปรับขึ้นแรงไปสู่หุ้นที่ยังมีราคาน่าสนใจ
ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ที่ 1,600 จุด ภายใต้สมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) 100 บาท และ Forward P/E ที่ 15.9 เท่า พร้อมมองว่าหากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ดัชนีมีโอกาสปรับตัวได้ดีกว่ากรอบประมาณการ
“ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานและลด Risk Premium ของน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ปัจจัยท้าทายใหม่กำลังก่อตัวขึ้นจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ภาวะการเงินโลกตึงตัว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน”
โดยบริษัทประเมินว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เนื่องจาก เศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวได้ดี ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ลดลงมากนัก ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ Fed จะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทรงตัวในระดับสูง และเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยปัจจัยที่นักลงทุนให้น้ำหนักจะเปลี่ยนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่ประเด็นสภาพคล่องและทิศทางต้นทุนทางการเงิน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะต่อไป
โดยภาพการลงทุนระยะกลาง บริษัทมองว่ากระแสเงินลงทุนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากธีม "US Exceptionalism" ไปสู่ "Global Rebalancing" หรือการกระจายการลงทุนออกจากตลาดสหรัฐมายังภูมิภาคอื่นมากขึ้น ซึ่งเอเชียรวมถึงประเทศไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังถือครองหุ้นไทยในสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับอดีต ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้นยังอยู่ในโซนที่น่าสนใจ
ด้านกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นในช่วง 1-3 เดือน บริษัทให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านพลังงาน ขณะที่ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐที่มีมูลค่าสูงและอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สำหรับหุ้นเด่น ที่ฝ่ายวิจัยแนะนำ ได้แก่ IVL, STECON, GPSC และ ADVANC โดยมองว่า IVL ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจ PET ขณะที่ STECON ได้อานิสงส์จากการลงทุน Data Center ส่วน GPSC ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลงและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของ AI ขณะที่ ADVANC ยังมีจุดแข็งด้านกระแสเงินสดและการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทมองว่ากลุ่มท่องเที่ยวจะกลับมาโดดเด่นในช่วงไตรมาส 4/2569 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการจัดอีเวนต์ระดับโลกในช่วงปลายปี โดยเฉพาะ MINT ที่ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ EV/EBITDA ราว 8 เท่า ต่ำกว่าหุ้นท่องเที่ยวระดับโลกซึ่งอยู่ราว 25 เท่า จึงยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีเมื่อเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน
ขณะเดียวกัน แนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดประมาณ 25-40% ของพอร์ต โดยเฉพาะในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.2569 ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายทั่วโลกผันผวนมากขึ้น เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อเกิดการปรับฐาน พร้อมเน้นลงทุนในหุ้นที่มีระดับ P/E ไม่สูง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มกำไรเติบโต
ครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นช่วงสำคัญที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการกระจายการลงทุนมากกว่าการไล่ซื้อหุ้นที่ปรับขึ้นแรงแล้ว พร้อมเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเงินทุนโลกที่กำลังเกิดขึ้น





