แนวโน้ม “ตลาดหุ้นไทย” ไตรมาส 3 นี้ เป็นช่วงเวลาที่มีโมเมนตัมที่ดี จะถูกวางให้เป็นความหวังของปี จะมีเงินกระตุ้น “เศรษฐกิจ” เข้ามา เงินลงทุนเริ่มทยอยเข้าชัดเจนขึ้น และภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวจากการมีกิจกรรมใหญ่ ๆ เข้ามาสนับสนุน อีกทั้ง ไตรมาส 2 นี้ ถูกมองว่าเป็นไตรมาสที่อ่อนแอที่สุดของปี เป็นช่วงที่จะต้องรับต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นแบบเต็มไตรมาส หลังจากที่ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายไตรมาส แต่หากต้องมองในมุมของความเสี่ยง หรือประเด็นเชิงลบที่ต้องเฝ้าระวัง อย่าเพิ่งวางใจ
“อิสระ อรดีดลเชษฐ์” รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บัวหลวง มีมุมมองว่า การปรับลดประมาณการกำไรบจ. ไตรมาส 2 ปี 2569 ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการปรับลดประมาณการกำไรลง โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มพลังงานบางตัว คาดประมาณการกำไรอาจถูกปรับลดลงจากเดิมที่ 96-97 มาอยู่ที่ประมาณ 94-95 ซึ่งถือว่าไม่ได้ลดลงรุนแรงมากนัก
นอกจากนี้ นักลงทุนต้องเตรียมรับมือกับ ความกังวลเรื่องฐานกำไรที่สูงจากปีก่อน โดยหลังจากผ่านไตรมาส 3 ตลาดจะต้องเผชิญกับฐานตัวเลขที่สูงมากจากไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ซึ่งอาจทำให้ภาพรวมการเติบโตดูช้าลง
พร้อมกันนี้ตลาดยังมีข้อสังเกตว่าการแก้ไขปัญหาและการปลดล็อกระบบต่าง ๆ ของภาครัฐ แม้จะเริ่มเห็นผล แต่อาจจะยังไม่เร็วทันใจสำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม
สาเหตุที่ภาพรวมไม่แย่จนเกินไป เพราะมีการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) โดยเมื่อกลุ่มพลังงานหรือปิโตรเคมีถูก Downgrade ก็จะมีกลุ่มอื่นที่ถูก Upgrade กำไรขึ้นมาทดแทน แต่ถือว่าเป็นปัจจัยที่กดดันความคาดหวังของตลาดเช่นกัน ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเริ่มส่งสัญญาณความเปราะบางจากการที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (7 นางฟ้า) เริ่มมีความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้นจากการกู้ยืมเงินผ่านตลาดบอนด์ ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์มากกว่าในอดีต เมื่ออาจเผชิญผลกระทบจากความผันผวนของดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์มากขึ้น จนอาจเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนไปยังตลาดอื่นที่มีระดับ PE ต่ำกว่า
แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เชื่อมโยงกับเทรนด์ AI ระดับโลก (Global AI) ยังมีความต้องการในระบบ Data Center และ Cooling System อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดัชนีในภาพรวม
“ดังนั้นไตรมาส 3 นี้ ถูกมองว่าเป็น Key ของปีนี้ ต้องจับตาว่าจะมีโมเมนตัมดีกว่าไตรมาส 2 อย่างชัดเจนได้หรือไม่ โดยเฉพาะจากมาตรการกระตุ้นและการจัดการต่าง ๆ ของภาครัฐ แม้ยังไม่เห็นผลในไตรมาส 2 แต่คาดหวังว่าจะเริ่มส่งผลดีในไตรมาสถัดไป“
“เชาวน์กร โชติบัณฑ์” Head of Investment Strategy บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC กล่าวว่า กำไรและราคาหุ้นจะไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นทั้งตลาด แต่จะมีลักษณะการ “ขึ้นเป็นจุดๆ” ตามรายกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก
แม้จะมีมาตรการสนับสนุนตลาดทุนในช่วงไตรมาส 3 แต่มองว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยสร้างความตื่นตัว (Awareness) ในการลงทุนหุ้นไทยเท่านั้น แต่อาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนให้หุ้นหรือกำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แน่นอนว่า ความชัดเจนของเม็ดเงินลงทุนจริง ที่เคยขอส่งเสริมการลงทุนกับ BOI ไว้ เริ่มมีการตัดสินใจลงทุนจริงจากภาคเอกชนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องในระยะถัดไป
หากดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปถึง 1,700 จุด จะถือว่า Valuation เริ่มตึงตัวหรือค่อนข้างแพง โดยมีค่า P/E สูงถึง 17 เท่า จากเป้าหมายดัชนี 1,600 จุด ระดับราคาหุ้นจะคิดเป็นค่า P/E ประมาณ 16 เท่า ในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังมีความเสี่ยงต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น สงครามตะวันออกกลางไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นรอบใหม่ , ธนาคารกลางหลายประเทศ มีโอกาสปรับเปลี่ยนโยบายการเงินเป็น “ดอกเบี้ยขาขึ้น” จากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น , Super El Nino ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง และValuation กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกค่อนข้างตึงตัว อาจมีการปรับตัวพักฐานแรง



