ตลท. เตรียมเข้าหารือคลัง 11 มิ.ย. นี้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้าน “ตลาดทุน” ผลักดัน “ทิสา” สร้างออมระยะยาว ย้ำ “หุ้นไทย” แกร่ง หลังผันผวนน้อยกว่าภูมิภาค เร่งเสริมเสน่ห์
KEY POINTS
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) เตรียมเข้าพบกระทรวงการคลังในวันที่ 11 มิ.ย. เพื่อหารือและผลักดันมาตรการบัญชีออมลงทุนไทย (TISA)
- TISA ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวของประเทศ
- การหารือจะครอบคลุมถึงภาพรวมตลาดทุนไทยและแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนตลาดในอนาคต
- มาตรการ TISA ยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยรัฐต้องพิจารณาปัจจัยด้านกรอบการคลัง สิทธิประโยชน์ทางภาษี และประเภทสินทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เตรียมเข้าหารือกับกระทรวงการคลังในวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. นี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดทุนไทย รวมถึงแนวทางสนับสนุนการลงทุนผ่านบัญชีออมลงทุนไทย (TISA) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ
ทั้งนี้ มอง TISA ไม่ใช่เพียงความหวังนักลงทุน แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการออมและลงทุนระยะยาวของประเทศ อย่างไรก็ตามรัฐยังต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งกรอบการคลัง วงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษี และประเภทสินทรัพย์ที่จะได้รับสิทธิ์ภายใต้มาตรการดังกล่าว
ขณะที่ การหารือกับคลังครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอภาพรวมตลาดทุน รับฟังข้อเสนอแนะและพิจารณาความร่วมมือที่สามารถช่วยขับเคลื่อนตลาดทุนไทยได้ในระยะต่อไป โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทำงานร่วมกับรัฐใกล้ชิด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน
ด้านภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้จะได้รับแรงกดดันจากความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่สูง แต่หุ้นไทยยังคงแสดงความแข็งแกร่งและมีความผันผวนที่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ด้วยปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างตลาดที่มี “การกระจายตัวของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย” ไม่ได้พึ่งพาเพียงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างเดียวเหมือนในหลายประเทศ ทำให้เมื่อเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนจากกลุ่มเทคโนโลยี นักลงทุนสามารถหมุนเวียนเงินไปยัง กลุ่มพลังงาน ท่องเที่ยว บริการ เฮลท์แคร์ในไทยได้
ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุนไปยังตลาดสหรัฐ จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจและเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ระดับโลก มองอาจส่งผลต่อการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนในระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่กระทบต่อพื้นฐานตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ในระยะสั้นตลาดกำลังจับตามองปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญคือการทำ IPO ของ SpaceX ที่มีมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกจากการทำกำไรในสินทรัพย์ปัจจุบันเพื่อเตรียมเข้าลงทุนในโอกาสใหญ่ครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติในศูนย์กลางการเงินโลกอย่างอังกฤษ ฮ่องกง และจีน ยังคงแสดงความสนใจในตลาดทุนไทยและเชื่อมั่นในศักยภาพการบริหารจัดการความเสี่ยงท่ามกลางภาวะสงครามและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
นายอัสสเดช กล่าวต่อว่า ในส่วนการดูแลหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการไหลออกของเงินทุน ตลท. ดูแลตามกรอบความผันผวน หากการซื้อขายสูงผิดปกติโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับก็จะเตือนให้ศึกษาข้อมูล
พร้อมกับมองประเด็นตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีการไหลออกมาค่อนข้างมาก เป็นการไหลออกของเงินทุนไหลไปได้ทั่วโลกตามจังหวะการทำกำไร ซึ่งอินโดนีเซียก็เป็นตลาดที่ต่างชาติคาดหวังไว้มาก ก่อนหน้านี้ ทำให้มีเงินไหลออกมา ในส่วนของหน้าที่ ตลท.คือ อยากจะทำให้ตลาดของเราน่าสนใจมากที่สุด ทำได้ในส่วนที่เราคอนโทรลได้ ผลักดันสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย เช่น โครงการJUMP+ , ความร่วมมือกับ BOI to IPO และการสื่อสารกับนักลงทุนต่างประเทศโดยตรง
ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ตลท. กำลังเตรียมแผนเชิงรุกร่วมกับ BOI เพื่อรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 27 ล้านล้านบาทในปี 2593 โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน คมนาคม และ ดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งไทยยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนให้กลายเป็นเม็ดเงินจริงในระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนคาดชัดเจนภายในไตรมาส 3 ปีนี้
ขณะเดียวกัน ล่าสุดตลท. ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน “Wiset” อย่างเป็นทางการ โดยพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลและบริการด้านการลงทุนแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และใช้งานได้สะดวกผ่านแพลตฟอร์มเดียว




