'กลุ่มท่องเที่ยว' ถูกจับตามองจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิกมาตรการ 'ฟรีวีซ่า 60 วัน' ใน 93 ประเทศ ให้กลับไปใช้เกณฑ์เดิม แต่ประเด็นดังกล่าว 'นักวิเคราะห์' มีมุมมองไปทิศทางเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 'จำกัด' รับช่วง 'โลว์ซีซัน' น่าห่วงมากกว่า สะท้อน 'นักท่องเที่ยว' เดือน เม.ย. หายกว่า 7% จากตั๋วเครื่องบินแพงตามราคาน้ำมัน
“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชียพลัส จำกัด เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการให้ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราหรือ “ฟรีวีซ่า 60 วัน” (ผ.60) ใน 93 ประเทศ ให้กลับไปใช้เกณฑ์เดิมก่อนนี้ มองว่าอาจมีผลกระทบต่อธุรกิจในกลุ่มการท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม สนามบิน และสายการบินเพียงเล็กน้อย
เนื่องจากเจตนาเดิมของ ผ.60 คือ การสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวอยู่พำนักในไทยนานขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงดึงดูด “ดิจิทัลโนแมด” กลุ่มคนยุคใหม่ที่เน้นอิสระในทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน แต่จากตัวเลขสถิติที่ออกมากลับพบว่า จำนวนวันเดินทางท่องเที่ยวเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจากฝั่งยุโรปอยู่ที่ราว 20 วัน และฝั่งเอเชียอยู่ที่ 10 วันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงในช่วงไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 ซึ่งเป็น “ช่วงโลว์ซีซัน” ของการท่องเที่ยวไทย คือเรื่องต้นทุนการเดินทางซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ หลังตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา “ลดลงถึง 7%” เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายสัปดาห์ตั้งแต่ 11-17 พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่ามีทิศทางทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน
แต่มองไปข้างหน้ายังพอเห็น “สัญญาณเชิงบวก” ที่ราคาน้ำมันอาจย่อตัวลงมาบ้าง แม้ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามมาก อีกทั้ง ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อเที่ยวบินของสายการบินเอมิเรตส์และกาตาร์ ที่กลับมาบินได้แล้วกว่า 70-80% ของจำนวนเที่ยวบินในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์สงคราม
อีกด้านหนึ่ง “ธุรกิจโรงแรม” ยังขยายตัวได้ดีเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่าง บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ที่ได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน จึงคาดว่ากำไรของกลุ่มจะทรงตัวอยู่ได้แม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซัน
โดยรายได้หลักธุรกิจโรงแรมจะมาจากช่วงไฮซีซันทั้งไตรมาส 1 และไตรมาส 4 จากผลของความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” จำกัดอยู่เพียงไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งเป็นโลว์ซีซัน
หากพิจารณาสัดส่วนรายได้ของ ERW และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 จะพบว่าอยู่ที่ราว 10% ของรายได้ทั้งปีเท่านั้น
ขณะที่ “กำไรกลุ่มท่องเที่ยว” ทั้งปีจะมีทิศทางเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา ให้น้ำหนักการลงทุนใน “กลุ่มสนามบิน” มาเป็นอันดับหนึ่งจากความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจและปัญหาต้นทุนพลังงาน โดยจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วที่สุดหากสถานการณ์คลี่คลาย รองลงมาเป็นกลุ่มโรงแรม และสายการบินเป็นอันดับท้ายสุดจากภาระต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“วัชรุตม์ วัชรวงศ์สิทธิ์” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า การยกเลิก ผ.60 จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มโรงแรมราว 2-3% เนื่องจากสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักในโรงแรมไทยเกินกว่า 30 วัน มีน้อยกว่า 10% ซึ่งส่วนใหญ่ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวระยะไกล หรือ “ลองฮอล” จากยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลียเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่ นักท่องเที่ยวจีนและอินเดียที่เป็นตลาดสำคัญของ “กลุ่มโรงแรม” โดยเฉพาะ ERW และ CENTEL คาดว่าจะกลับมาใช้เกณฑ์ฟรีวีซ่าที่ 30 วัน และ 15 วัน ซึ่งเบื้องต้นมองว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยวใช้ระยะเวลาเฉลี่ยไม่เกิน 1 สัปดาห์ และโดยปกติธุรกิจท่องเที่ยวก็มีการกระจายตลาดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย
ในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่นยังมองว่าธุรกิจโรงแรมยังมียอดจองล่วงหน้าที่เติบโตได้ดีจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ (RevPAR) เพิ่มขึ้น 3-5%
โดย ERW มีรายได้จากนักท่องเที่ยวระยะใกล้หรือ “ช็อตฮอล” เช่น จีน จากโรงแรมในประเทศ ซึ่งช่วยชดเชยรายได้จากโรงแรมในมัลดีฟส์ที่ชะลอลงจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่วนรายได้บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ยังเติบโตได้ดีจากโรงแรมในยุโรป
โดยภาพรวมปี 2569 “กำไรธุรกิจโรงแรม” จะเติบโตในระดับเลขหลักเดียว ERW ที่ 7% CENTEL 6% และ MINT 3% โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ “ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์” ว่าจะมีแนวโน้มผ่อนคลาย ช่วยหนุนการฟื้นตัวของดีมานด์การท่องเที่ยวและรายได้ของธุรกิจในไตรมาส 3 ให้เติบโตจากไตรมาส 2 ได้หรือไม่

