วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

บิ๊กโรงแรมสัญชาติไทย “AWC – CENTEL - ERW - SHR” เดินหน้าขยายการลงทุนและเปิดโรงแรมใหม่ในปี 2569 พร้อมยกระดับประสบการณ์การเข้าพักสอดรับกับเทรนด์การท่องเที่ยวโลก ฝ่าสมรภูมิ “สงครามอิหร่าน” สะเทือนการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล (Long-haul) ทั้งยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ที่เคยเป็นดาวเด่นประคองภาพรวม “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทย 32.9 ล้านคนเมื่อปี 2568

AWC เปิด “แฟร์มอนท์ แบงคอก – ลานนาทีค กาแล เฟส 1” 

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทเตรียมขับเคลื่อนการเติบโตจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของทรัพย์สินที่เปิดใหม่เมื่อปี 2568 ควบคู่กับการเปิดตัวโครงการและโรงแรมระดับแฟลกชิปที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะ “โรงแรม แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท” โรงแรมภายใต้แบรนด์ แฟร์มอนท์ แห่งแรกของไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางตลาดไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และงานแสดงสินค้า) ลักชัวรีระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกันเตรียมเปิดโครงการ “ลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่” ยกระดับย่านช้างคลานสู่ไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะ รวมถึงการเปิด “อาคารเฮอริเทจร่วมสมัย” ภายใต้โครงการ “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” ซึ่งเป็นการผสานการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทย-จีนเข้ากับการออกแบบและการใช้งานร่วมสมัย เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อีกทั้งบริษัทจะรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของ “Jurassic World: The Experience” และ “SkyFlyers: Wings of Garudapterus” ณ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเพิ่มทราฟฟิก รายได้ค่าเช่า และความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดของกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลอีกด้วย

‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

วัลลภา ไตรโสรัส

CENTEL ทุ่มงบ 2 พันล้านลุยดีล M&A

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีนี้ ตั้งแต่ปี 2569-2571 เครือเซ็นทารามีแผนใช้งบลงทุน (CAPEX) รวม 16,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2569 จะใช้งบลงทุน 6,600 ล้านบาท โดยวางงบ 2,000 ล้านบาทสำหรับการลงทุนใหม่และ M&A (การควบรวมกิจการและเข้าซื้อกิจการ) มองพื้นที่เป้าหมายในตะวันออกกลางและญี่ปุ่น โดยสนใจโรงแรมในโตเกียว เกียวโต ฟุกุโอกะ และฮอกไกโด หลังจากมีโรงแรมในโอซาก้าแล้ว 2 แห่ง ส่วนงบราว 4,000 ล้านบาทจะใช้สำหรับการปรับโฉมโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ กระบี่ และเซ็นทารา แกรนด์ หัวหิน

สำหรับแผนการเปิดโรงแรมใหม่ในปี 2569 เครือเซ็นทาราเตรียมเปิดเพิ่ม 5 แห่ง โดยแบ่งเป็น 4 แห่งในต่างประเทศ และอีก 1 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ “หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น” จำนวน 42 ห้อง ปักหมุดเป็นโรงแรมแรกของเซ็นทาราในเนปาล เปิดให้บริการแล้วเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมี “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” จำนวน 300 ห้องพัก โรงแรมแห่งที่ 2 ของเซ็นทาราในญี่ปุ่น มีกำหนดเปิดในไตรมาส 2

‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

ส่วนช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เซ็นทารามีกำหนดเปิดให้บริการ “เซ็นทาราและเรสซิเดนซ์ วังดอน” จำนวน 481 ห้องพัก และ “คริสตัล ฮอลิเดย์ ฮาร์เบอร์ วังดอน” จำนวน 496 ห้องพัก เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้เซ็นทารามีจำนวนห้องพักให้บริการในเวียดนามมากขึ้นเกือบ 1,000 ห้องด้วยกัน ส่วนแผนเปิดโรงแรมในไทย เตรียมเปิดให้บริการ “เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี” โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมือง จำนวน 110 ห้องพัก

“เครือเซ็นทาราตั้งเป้าหมายสร้างรายได้ 15,700-15,900 ล้านบาทในปี 2569 เติบโต 14-15% เทียบกับปีที่แล้ว มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 75-78% เพิ่มขึ้นจาก 72% ของปีที่แล้ว และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ประมาณ 4,600-4,800 บาท/ห้อง/คืน เพิ่มขึ้น 8-9%”

‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์

 

ERW เปิด 2 โรงแรมใหม่แนวรถไฟฟ้า BTS

อภิญญา งามอภิชน รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทประมาณการเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมที่ 9% จากปีที่แล้ว โดยแบ่งเป็นการเติบโตของกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงกลุ่มระดับราคาประหยัดที่ 7% และกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ต (Budget Hotel) อย่างแบรนด์ “ฮ็อป อินน์” (Hop Inn) เติบโตที่ 14% ซึ่งจะดำเนินงานผ่านแผนการพัฒนาและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนระยะยาวที่วางไว้

โดยมุ่งเน้นการขยายพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาว ระดับกลาง ระดับราคาประหยัด และระดับบัดเจ็ต รวมถึงการขยายโรงแรมไปยังต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบจากความผันผวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติในแต่ละประเทศ ควบคู่กับกลยุทธ์การปรับราคาและการมุ่งเน้นอัตราการเข้าพักให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดเชิงรุก ตลอดจนขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโต อาทิ กลุ่มประเทศยุโรป อินเดีย และตะวันออกกลาง เป็นต้น รวมถึงการควบคุมต้นทุนจากการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด

“บริษัทดำเนินการพัฒนาและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนระยะยาวที่วางไว้ มุ่งเน้นการลงทุนในโรงแรมระดับกลางถึงชั้นประหยัดผ่านแผนพัฒนาโรงแรมบริเวณแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สถานีพร้อมพงษ์ และสถานีอโศก ซึ่งบริษัทได้เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ควบคู่กับการปรับปรุงโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงชั้นประหยัด เพื่อเสริมสร้าง “ความสามารถในการแข่งขัน” และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและตลาด นอกจากนี้ยังลงทุนในโรงแรมระดับบัดเจ็ตเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้และกำไรที่เกิดจากฐานลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ สร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาว โดย ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาในไทย 8 แห่ง และในเกาหลีใต้อีก 1 แห่ง

‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

อย่างไรก็ดี ในปี 2569 ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น ระดับการฟื้นตัวของ “นักท่องเที่ยวจีน” ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และความตึงเครียดทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” ในหลายภูมิภาคของโลก ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลง ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงาน

“บริษัทได้ติดตามและประเมินปัจจัยดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมที่จะปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัทเป็นหลัก”

 

SHR อัดงบ 3.5 พันล้านขยายการลงทุนในไทย

ไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ธุรกิจโรงแรมในเครือสิงห์ เอสเตท กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทจะดำเนินกลยุทธ์ “การหมุนเวียนสินทรัพย์” เดินหน้าบริหารพอร์ตเชิงรุก มุ่งเน้นคุณภาพของสินทรัพย์มากกว่าปริมาณเพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ผ่านการจำหน่ายโรงแรม 15 แห่งใน “สหราชอาณาจักร” ที่มีศักยภาพการเติบโตและการทำกำไรจำกัด เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการทำกำไร

“บริษัทเตรียมงบลงทุนประมาณ 3,000–3,500 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สร้างความได้เปรียบด้านขนาด ควบคู่การลงทุนอย่างคัดสรรในโรงแรมระดับบน (Upper Upscale) และการบริหารแบบคลัสเตอร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว”

นอกจากนี้จะมุ่งกลยุทธ์ “การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์” พัฒนาสู่การเป็นพอร์ตโรงแรมระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ โดยร่วมมือกับ “The Ascott Limited” ผู้บริหารจัดการโรงแรมระดับนานาชาติ รีแบรนด์และยกระดับโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร สู่แบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น ได้แก่ “The Unlimited Collection” และ “lyf” พร้อมทั้งอัปเกรดห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว

ปัจจุบันโรงแรมภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection ได้เปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์ lyf คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในครึ่งแรกของปี 2569 และจะช่วยผลักดันราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) เพิ่มขึ้น 20–30% เมื่อเทียบกับปี 2567

‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

ไมเคิล มาร์แชล

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนยกระดับผลิตภัณฑ์ห้องพักของโรงแรมแบรนด์ “SAii Hotels & Resorts” จำนวน 2 แห่ง โดยที่ SAii Phi Phi Island Village จะดำเนินการปรับปรุงวิลล่าบนเนินเขาทั้งหมดจำนวน 12 ห้อง ขณะที่ SAii Maldives Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton จะเพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำเดิม 20 หลัง และพัฒนาวิลล่าเหนือน้ำใหม่อีก 18 หลัง เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบน เสริมศักยภาพด้านราคา และสนับสนุนการเติบโตของ ADR ในระยะยาว

“บริษัทตั้งเป้าให้ปี 2569 ภาพรวมรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ (RevPAR) ของพอร์ตโฟลิโอเติบโต 20-25% จากปี 2568 พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถปรับปรุงอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ให้สูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 30% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการดำเนินงาน และลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.5%”