บล.เอเซีย พลัส มองหุ้นโลกทำนิวไฮ รับความหวังดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน ฉุดราคาน้ำมันร่วง หนุนบรรยากาศลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียนวันแรก อัดฉีดเศรษฐกิจ 1.75 แสนล้านบาท ชี้ Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยต่อ พร้อมเตือนจับตาบอนด์ยีลด์ไทยผันผวนรับแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และตัวเลขเงินเฟ้อ PCE สหรัฐปลายสัปดาห์นี้ กลยุทธ์ลงทุนแนะสะสมหุ้นเปิดเมือง-บริโภคฟื้น ชู MTC, SCGP และ CK เป็นหุ้นเด่น ขณะที่ WHA, CPN, CPAXT และกลุ่มท่องเที่ยวรับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้นตัว
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นไทย (SET Index) เตรียมทำจุดสูงสุดใหม่ของปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่คาดว่าจะสลับไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทย เนื่องจากวันนี้ตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลกปิดทำการพร้อมกัน ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ (วัน Memorial Day), ตลาดหุ้นฮ่องกง และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (วันวิสาขบูชา)
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-On) ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ร่วงลงแรงจนหลุดระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง ปัจจัยหลักมาจากสหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงกับอิหร่านใกล้จะสำเร็จ และอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สอดคล้องกับรายงานจากฝั่งอิหร่านที่เปิดเผยว่ามีเรือได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบแล้วถึง 33 ลำ ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องปัญหาอุปทานขาดแคลน (Supply Shortage) และผลกระทบต่อเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ (28 พ.ค.) ตลาดยังต้องจับตาการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ PCE เดือน เม.ย. ของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 3.8% YoY (สูงกว่าเดือนก่อนที่ 3.5%) ซึ่งอาจทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมากวนใจได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ เริ่มลงทะเบียน "ไทยช่วยไทยพลัส" อัดฉีด 1.75 แสนล้าน - ลุ้นส่งออกไทยโต 20% สำหรับปัจจัยหนุนภายในประเทศ วันนี้ (25 พ.ค. 26) เป็นวันแรกของการเปิดลงทะเบียนโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ปี 2569" ซึ่งรัฐบาลทุ่มงบประมาณกว่า 1.75 - 1.76 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับมาตรการในปี 2568) เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ:
1.โครงการคนละครึ่งพลัส: แจกเงิน 4,000 บาท/คน ครอบคลุมประชาชน 30 ล้านคน
2.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เพิ่มวงเงินเป็น 1,000 บาท/คน (จากเดิมเพิ่ม 700 บาท) สำหรับผู้มีสิทธิ 13.18 ล้านคน ระยะเวลาโครงการนาน 4 เดือน (1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 69) ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันให้ GDP ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 0.5% - 0.7%
นอกจากนี้ เช้าวันนี้ยังเตรียมลุ้นการรายงานตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน เม.ย. 2026 ซึ่งตลาด (Consensus) คาดการณ์ว่าจะขยายตัวโดดเด่นถึง 20.0% YoY (สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 18.7%) ซึ่งหากเป็นไปตามคาด จะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มหุ้นส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
กลยุทธ์การลงทุน: ชู 3 ธีมเด่นรับเม็ดเงินไหลเข้า - เคาะ MTC, SCGP, CK บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่กำลังคึกคักและราคายัง Laggard ให้สะสมหุ้นตาม 3 ธีมหลัก ได้แก่:
1.หุ้นรับ Sentiment สงครามผ่อนคลาย: แนะนำ GULF, BGRIM, CBG, DOHOME, SCGP, SJWD, BA, MINT, CENTEL, ERW, BDMS และ BH
2.หุ้นเทคฯ ไทย (รอดพ้น Cash Balance): แนะนำ HANA และ CCET
3.หุ้นรับกระแสมาตรการไทยช่วยไทย: กลุ่มนี้ราคาปรับฐานลงมาลึกจน Valuation (P/E) ถูกกว่าตลาด โดยได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการบริโภคที่ฟื้นตัว แนะนำ CPAXT, BJC, SAWAD และ MTC
โดยกำหนดให้หุ้น MTC, SCGP และ CK เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน
(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: ในวันที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเกาหลีใต้หยุดทำการ แนะนำเก็งกำไรใน DR: ASEMI24 เนื่องจากหุ้นกลุ่ม AI ในญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรงเฉลี่ย 5-10% ผสานกับหุ้นกลุ่ม Memory อย่าง Kioxia (+6%) ซึ่ง ASEMI24 มีสัดส่วนลงทุนในกลุ่ม Memory ของเกาหลีใต้ 60% และ AI เอเชีย 40%
นอกจากนี้ แนะนำ DR: ESTEE80 หลังหุ้น ESTEE LAUDER (EL US) พุ่งแรง +12% ตอบรับการประกาศยุติแผนควบรวมกิจการกับบริษัทน้ำหอม PUIG ทำให้นักลงทุนคลายกังวลเรื่องงบดุลตึงตัว และเชื่อมั่นว่าผู้บริหารจะกลับมาโฟกัสที่แผนฟื้นฟูธุรกิจ BEAUTY REIMAGINED ได้อย่างเต็มที่ โดยมีหุ้นเด่น Global Gem ประจำวันคือ ESTEE80 และ BKNG80)

