ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 6.94 จุด โบรกชี้แกร่งกว่าภูมิภาค ลุ้น ก.ย. แกว่งกรอบ 1,550-1,650 จุด
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,595.16 จุด เพิ่มขึ้น 6.94 จุด หรือ 0.44%
- บล.กสิกรไทย ชี้ว่าตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดในภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ถึง Sideway Down
- นักวิเคราะห์มองว่า Downside ของตลาดมีจำกัด เนื่องจากคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปีนี้มีโอกาสทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในเดือนกันยายน 2569 จะมีแนวรับที่ 1,550 จุด และแนวต้านที่ 1,650 จุด
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (31 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,595.16 จุด บวก 6.94 จุด หรือ 0.44% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,595.66 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,582.12 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 75,814.06 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. KBANK ราคาปิด 248.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.40% มูลค่าการซื้อขาย 4,808.16 ล้านบาท
2. TTB ราคาปิด 2.98 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท หรือ 2.05% มูลค่าการซื้อขาย 3,769.07 ล้านบาท
3. DELTA ราคาปิด 249.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.22% มูลค่าการซื้อขาย 3,601.13 ล้านบาท
4. SCB ราคาปิด 151.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 3,043.37 ล้านบาท
5. PTT ราคาปิด 40.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.62% มูลค่าการซื้อขาย 2,913.53 ล้านบาท
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวออกข้าง หรือ Sideway โดยตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นภูมิภาคเล็กน้อย หลังตลาดส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ถึง Sideway Down ราว 0.5-1%
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงในงาน Jackson Hole ที่มีโทนค่อนข้างตึงตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งรุ่นอายุ 2 ปีและ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น
ส่วนด้านหุ้นไทย กลุ่มที่โดดเด่นและได้รับแรงหนุนจากการปรับประมาณการกำไร ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ KCE HANA และ DELTA ซึ่งยังมีปัจจัยบวกจากการที่นักวิเคราะห์ทยอยปรับประมาณการผลประกอบการขึ้น
นอกจากนี้ ในเดือนกันยายน 2569 จะยังเคลื่อนไหวในกรอบ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,550 จุด และแนวต้านที่ 1,650 จุด ขณะที่ Downside ของตลาดไม่น่าจะรุนแรง เนื่องจากคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปีนี้มีโอกาสแตะระดับประมาณ 110 บาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็นการเมืองในประเทศและคดีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีผลต่อเสถียรภาพและทิศทางการเมืองไทยในระยะข้างหน้า
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ที่ต้องจับตา ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ และการประชุม FOMC ในวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ตลาดต้องติดตามเป็นพิเศษจากมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มวันที่ 9 กันยายน 2569 โดยต้องประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถกด Bond Yield ให้ลดลงได้จริงหรือไม่ เพราะทิศทาง Yield จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระแสเงินทุนและทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะสั้น





